่ขยับด้วยเช่นกัน
ดูเหมือนคนอื่นต่างรู้ว่าคนทั้งสองฝ่ายรับมือไม่ได้ง่ายๆ เมื่อเห็นการเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่ายจึงตั้งใจหลีกเลี่ยงไม่ไปกวนน้ำให้ขุ่นเสียก่อน
“เจียงหลี เจ้าอาศัยความช่วยเหลือจากเบื้องสูงแล้วยังอยากชนะอีกหรือ เจ้าละอายบ้างไหม” เฉียนจวิ้นมองมู่ชิงเกออย่างหวาดกลัว
ที่เขายังไม่ขยับก็เพราะมู่ชิงเกอ
มู่ชิงเกอยิ้มอ่อนไม่เอ่ยสิ่งใด
เจียงหลียิ้มเยาะ “แม้รู้แก่ใจว่าเจ้ากำลังยั่วโมโห แต่ข้ายังคงสนองความปรารถนาของเจ้า” กล่าวจบนางก็หันไปพูดกับมู่ชิงเกอ “เจ้าไม่ต้องลงมือ เดี๋ยวข้ารับมือเอง”
“ระดับฝึกบำเพ็ญของคนรอบตัวเขาสูงกว่าเจ้า” มู่ชิงเกอพูดยิ้มๆ
เจียงหลีเบะปากแล้วเอ่ยขึ้นอย่างไม่คิดจะใส่ใจ “ข้าแค่บอกให้เจ้าไม่ต้องลงมือ ไม่ได้บอกให้เจ้าไม่ต้องมาช่วย”
มู่ชิงเกอยิ้มแล้วพยักหน้า “ได้ เจ้าโจมตี ข้าคุ้มกัน เจ้ากับข้าร่วมมือกันฆ่าเขาให้กระจุยไปเลย”
“นานแล้วที่ไม่ได้รบเคียงบ่าเคียงไหล่เจ้า” ไฟสงครามลุกโชนในแววตาของเจียงหลี
มู่ชิงเกอหัวเราะร่า “วันนี้พวกเราร่วมรบสนามใหญ่อีกครั้ง”
เจียงหลียิ้มสดใสเจิดจ้า แสงสีทองเปล่งประกายจากร่างปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ ทันใดนั้นพลังในร่างกายของนางเกิดแปรผันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เฉียนจวิ้นยังไม่ทันได้หุบยิ้มก็มองนางหน้าถอดสีแล้วเอ่ยขึ้นอย่างตกตะลึง “หลิงเจี้ยงขั้นแปด!”
ขั้นแปด! ขั้นแปด!
ผ่านไปไม่นานแค่ปีเดียว การบำเพ็ญเพียรของเจียงหลีก็ไปถึงหลิงเจี้ยงขั้นแปดเ