คำตอบที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ทำให้หรงจิ่งถึงกับหรี่ตาทั้งสองข้าง แววตาเผยให้เห็นถึงการครุ่นคิด
“ท่านชายจิ่งเคยเห็นหน้าแล้วหนิ” ลู่เจี้ยมองเขาด้วยรอยยิ้มจางๆ
ประโยคนี้ ทำให้หรงจุนจินตนาการถึงใบหน้าของหญิงสาวผู้หนึ่ง ความจริงแล้วรูปลักษณ์อันสง่างามของหญิงสาวผู้นั้นมิได้สะกดจิตผู้คนได้ถึงเพียงนั้น แต่ความหยิ่งผยองและความมุ่งมั่นในดวงตาของนางต่างหากที่ทำให้ผู้คนจดจำนางได้
นางเคยกล่าวว่า ทุกคนที่เหยียดหยามลู่เจี้ย คือศัตรูของนาง สมควรถูกทารุณและสังหาร!
ส่วนเขา…ไม่ลังเลเลยที่จะเปิดเผยความลับที่เขาเก็บซ่อนไว้เป็นเวลานานหลายปีเพื่อนาง และสังหารทหารนับพันเพียงคนเดียว ภาพนั้น หากนึกย้อนกลับไป ก็เหมือนตกอยู่ในนรกและน่าสะพรึงกลัวเฉกเช่นคงเดิม
แต่ฉากที่ทั้งสองกอดกัน กลับเป็นฉากที่อบอุ่นใจจนทำให้ปวดใจนัก
“ข้ามี แต่เจ้าไม่มี แค่ประการนี้ เจ้าก็แพ้ข้าอีกแล้ว” คำพูดของลู่เจี้ยดูไม่ตั้งใจ แต่ทุกคำเหมือนค้อนหนักทุบมาที่หัวใจของหรงจิ่งทีละคำ
เมื่อหรงจิ่งได้สติกลับมาจากคำพูดของลู่เจี้ย ลู่เจี้ยก็ได้เดินจากไปแล้ว
เพลานี้ เขามองไปที่ทิวทัศน์อันสวยงามของสวนแห่งนี้ แต่เขารู้สึกหมดความสนใจและเหมือนขาดอะไรบางอย่างในก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้เขารู้สึกหดหู่ ทันใดนั้น เขาก็หัวเราะและส่ายหัวแล้วพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา “ลู่เจี้ยเอ๋ยลู่เจี้ย เจ้าสามารถฆ่าคนให้ตายได้โดยไม่หลั่งเลือดจริงๆ”
…