“เจ้าไม่คิดว่าเบื้องหลังจุดประสงค์นี้เป็นการยุยงปลุกปั่นให้เหล่าผู้ถูกเลือกออกรบหรือไง” เจียงหลีกะพริบตาใส่เขา
“ออกรบหรือ” ลู่เสวียนมองเจียงหลีด้วยสีหน้ามึนงง ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเสียงนินทา ทำให้พ่อเขาเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างชัดเจน
“ช่างสอนไม่จำจริงๆ” เจียงหลีกรอกตาขี้เกียจอธิบาย
“นี่ เจ้าพูดให้ชัดเจนหน่อยสิ” ลู่เสวียนเซ้าซี้ไม่เลิก “ข้ารู้ว่าข้าไม่ฉลาด เจ้าอธิบายให้ข้า ข้าก็จะได้เข้าใจอย่างไรเล่า หลายวันที่ผ่านมาพวกเขากล่าวหาว่าพ่อข้าขี้ขลาดกลัวตายไร้ความสามารถ กลัวรบกับกีบเหล็กของต้าฉิน หาว่าท่านไม่อยากออกรบ อีกอย่างพ่อข้าปิดประตูไม่ไปไหนไม่ยอมรับคำยั่วยุของต้าฉิน ท่านต้องมีเหตุผลของท่านแน่”
เมื่อเจียงหลีถูกเขาเซ้าซี้จนเกิดความรำคาญประตูห้องนางถูกเปิดออกกะทันหัน
เงาร่างสูงโปร่งบังประตูทางเข้าที่ไม่กว้างมากและบังแสงสว่างในห้องทำให้สองคนที่อยู่ในห้องหันไปมองเขาพร้อมกัน
ดวงตาเจียงหลีหรี่ลงเมื่อเห็นว่าคนที่มาคือใคร
ลู่เสวียนกลับเบิกตากว้างกระโดดขึ้นมา “เจ้า นี่เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ข้าเตือนเจ้าไว้ก่อนเลย ในค่ายทหารห้ามต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว เจ้าอย่ามาหาเรื่องดีกว่า”
พูดจบร่างเขาก็มายืนบังหน้าเจียงหลีไว้ท่าทางเตรียมพร้อมรับมือกับศัตรู สายตาจ้องมองจิ่งเยี่ยที่ยืนหน้าประตู
เห็นลู่เสียวนอยู่ในห้องเจียงหลี จิ่งเยี่ยก็รู้สึกโมโหขึ้นหน้า