ลู่ซิ่งเฉาหันตัวมองลู่เจี้ยด้วยสายตาเฉียบคม
ทันใดนั้น เขาก็หัวเราะออกเสียงดัง “ผู้ที่กระทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง ไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อย จุดนี้ข้าสู้เขาไม่ได้จริงๆ เจี้ยเอ๋อร์ เจ้าต้องเรียนรู้ให้ดีๆ ล่ะ”
ลางสังหรณ์บางอย่างแพร่ออกมาจากก้นบึ้งจิตใจของลู่เจี้ย
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ท่านพ่อ “ท่านพ่อคิดจะทำอะไรขอรับ”
ลู่ซิ่งเฉาเดินมาหาเขาช้าๆ มือที่ควบม้าผ่านสนามรบมานัดต่อนัด ค่อยๆ วางไว้บนไหล่ ความกดดันของน้ำหนักนี้ทำให้ลู่เจี้ยรู้สึกเหมือนได้รับมอบภาระที่หนักเป็นพันกิโล “เจี้ยเอ๋อร์ ตระกูลลู่ไม่ใช่พวกที่จงรักภักดีจนโง่เขลาแผ่นดินนี้ไม่มีที่ยืนสำหรับเรา เช่นนั้นเราจะเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน การที่จะทำถึงจุดนี้ได้ต้องรอโอกาสที่เหมาะสม”
“และนี่เป็นโอกาสเหมาะสมที่เขายื่นมาให้” ลู่เจี้ยรีบขัดจังหวะเมื่อเขารับรู้ถึงการตัดใจที่ซ่อนในคำพูดต่อมาของท่านพ่อ
ลู่ซิ่งเฉาส่ายหัวช้า “มันยังไม่พอ ยังไม่พอที่จะทำให้คนทั่วแผ่นดินเงียบปากยังไม่พอที่จะทำให้ตระกูลลู่มีชื่อเสียง”
“ไม่ ท่านพ่อ เท่านี้ก็พอแล้ว” ลู่เจี้ยลุกขึ้นยืนโต้กลับคำพูดของพ่อ
“เจี้ยเอ๋อร์ นั่งลง” ลู่ซิ่งเฉาใช้แรงฝ่ามือกดลู่เจี้ยนั่งลงไปใหม่