ขณะเดียวกันลู่จ้านก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถูกต้อง นี่คือบุญคุณความแค้นส่วนตัวระหว่างตระกูลลู่และตระกูลเย่ว์ ท่านเจ้าเมืองเชิญกลับไปเถอะ”
“เพื่อนางทาสเพียงคนเดียว พวกเจ้าตระกูลลู่ถึงกับต้องฆ่าล้างทั้งตระกูลเย่ว์เชียวหรือ” เฮ่อเหลียนเฟิงกดเสียงต่ำถามลู่จ้าน คำพูดถือเป็นการเตือนกลายๆ อย่างเห็นได้ชัด
“นางทาสคนนี้ที่แท้ก็อาศัยบารมีตระกูลลู่” อู๋เชียนที่ยืนอยู่ไกลกล่าวเย้ยหยันเสียงเย็น
แต่หนานอู๋เฮิ่นกลับกล่าวเตือนด้วยความหวังดี “ตอนที่นางกำลังถูกหลิงเจี้ยงตระกูลเย่ว์ตามฆ่า ตระกูลลู่ก็ไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยนา”
อู๋เชียนกัดฟันกรอดไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเขา
มู่หว่านโหรวก็มองอยู่เงียบๆ นางก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเหตุใดตระกูลลู่ถึงได้กระทำการเยี่ยงนี้เพื่อนางทาสเพียงคนเดียว ถึงกับต้องฆ่าล้างตระกูลเย่ว์ หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปยังซั่งตู ไม่เกรงกลัวคำติฉินนินทาเลยหรือ
ลู่จ้านท้าทายคำเตือนด้วย ‘ความหวังดี’ ของเฮ่อเหลียนเฟิงแต่ก็มิได้นำพา เพียงแค่ละสายตาเย็นชาออกไปเท่านั้นแล้วมองเจียงหลีที่กำลังก้าวเข้ามา
“เจ้า!” เมื่อถูกลู่จ้านเมินเฉย เฮ่อเหลียนเฟิงจึงหน้าแตกยับ ตระกูลลู่ไม่มีใครมาหยามเหยียดได้ อย่างไรก็ตามเขากับตระกูลเย่ว์ไม่เคยมีสัมพันธไมตรีต่อกัน สิ่งที่ควรพูดเขาก็ได้พูดไปหมดแล้ว ตระกูลลู่ยืนกรานเช่นนี้แล้วเขาจะไปทำอะไรได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้เฮ่อเหลียนเฟิงก็หันกลับไปไม่สนใจเรื่องนี้อีก