“เย่ว์หนานซีเป็นเทียนเจียวที่มีพรสวรรค์ที่สุดของตระกูลเย่ว์ เมื่ออายุเจ็ดปีเบิกเนตรญาณได้ห้าดวง เจ้าว่าเก่งกาจหรือไม่” ลู่เจี้ยจงใจเสียดสีนาง
เขาอยากจะเห็นเหมือนกันว่านางผู้อ้างว่าตัวเองเป็นราชินีคนนี้ จะจัดการกับปัญหาในภายหลังอย่างไร
“เนตรญาณ? อะไรคือเนตรญาณหรือ” เจียงหลีมองเขาอย่างฉงน
ดวงตาของลู่เจี้ยมองไปทางอื่น พร้อมอธิบายอย่างไม่ใส่ใจ “คนบนโลกนี้จะมีเนตรญาณติดตัวแต่กำเนิด ในช่วงวัยเยาว์ หากสามารถปลุกญาณให้ตื่นได้ ก็จะสามารถฝึกฝนบำเพ็ญเพียรได้ เมื่อเนตรญาณตื่นขึ้นแล้ว หากมีมากกว่าสามญาณ ถึงจะถือว่ามีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียร หากยิ่งเบิกเนตรญาณได้มาก ก็แสดงว่ายิ่งมีพรสววรค์ที่แกร่งกล้า อีกทั้งว่ากันว่า ผู้ที่มีพรสวรรค์แข็งแกร่งที่สุดสามารถเบิกเนตรญาณได้ถึงเก้าญาณ ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าขานเท่านั้น”
ที่แท้ นี่ก็คือระบบบำเพ็ญฝึกฝนของโลกแห่งนี้เองน่ะหรือ เจียงหลีฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ “เช่นนั้น แล้วจะเบิกเนตรญาณให้ตื่นได้อย่างไร”
ลู่เจี้ยเห็นดวงตาที่ไม่ชัดเจนบนตัวนาง จึงบอกอย่างเรียบๆ “จะเบิกเนตรญาณให้ตื่นขึ้นได้ ภายในร่างกายต้องมีพลังชนิดหนึ่งควบคู่ด้วย”
เจียงหลีได้ยินคำพูดนั้นก็หลับตาทั้งสองคู่ลง ผ่านไปไม่นาน นางก็เบิกตาทั้งคู่ขึ้นโดยพลัน พูดกับลู่เจี้ยว่า “พลังนี้ ข้าก็มีนะ!”
ดวงตาของลู่เจี้ยเคร่งขรึมขึ้นมาทันที