เฉินเฉียงได้นำดาบดั้นเมฆออกมา ก่อนที่จะคุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้าของหลุมศพทั้งสองคน แล้วทำการปิดดวงตาลงโดยไม่พูดออกมาเลยสักคำ
เกือบจะหนึ่งวันผ่านไป เฉินเฉียงไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย โดยมีหยานเสวี่ยคอยยืนดูอย่างไม่ห่างไกล
จางหยวนและพวกที่เฉินเฉียงให้ไปส่งชาวบ้านนั้น เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ พวกเขาก็พึ่งจะได้กลับมาและก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากปากคำของเจิ้งยี่
ถึงแม้จางหยวนและพวกจะไม่เคยพบเจอเฉินเทียนเว่ยมาก่อน แต่สำหรับพวกเขาแล้ว เพียงแค่เขาเป็นผู้ก่อตั้งกองกำลังเทียนเว่ย นั่นก็เพียงพอที่จะให้พวกเขาแสดงความเคารพอย่างที่สุดออกมาแล้ว
และนี่จึงทำให้แค่เพียงได้เห็นป้ายหลุมศพ จางหยวนก็ได้นำคนอื่นๆในกองกำลังทั้งหมดรวมสิบสองคนเดินไปที่ด้านหลังจากเฉินเฉียง และคุกเข่าลงข้างหนึ่ง แสดงความเคารพต่อบุรุษผู้กล้าในตำนานของเผ่าพันธุ์มนุษย์
เช้าวันถัดมา ยามที่พระอาทิตย์เริ่มจรัสแสง เฉินเฉียงได้ลุกขึ้นยืนจากการคุกเข่า และพูดออกมาราวกับมีเพียงตนเองที่อยู่ในที่นี้ไม่มีผู้ใดอยู่รอบอย่างหนักแน่น “เพลงดาบทำลายวิญญาณ กระบวนท่าแรก กรงเล็บมังกรคราม”
ดาบในมือได้ถูกสะบัดออกไป
สายลมกรรโชกเริ่มไหลวน
“พลังฟ้าดินโหมกระหน่ำประดุจมังกรดั้นเมฆ”
“ทะลวงเมฆาและหมอกควัน เทพเซียนและศัตรูจนหมดสิ้น”
ในขณะที่ร่ายบทกลอน เขาก็ร่ายรำไปด้วย
เมื่อเห็นว่าเฉินเฉียงเริ่มขยับท่าทางร่ายรำเพลงดาบ จางหยวนและคนอื่นๆก็ได้ยืนขึ้นมา พร