ูลหลี่ มีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน ถึงจะเป็นสิ่งที่คนเป็นลูกสะใภ้ของคนอื่นอย่างนางควรทำ
นางเร่งให้หลี่เชียนรีบลุกจากเตียง
ทว่าหลี่เชียนกลับนั่งมองเจียงเซี่ยนหวีผมและแต่งตัวอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าสบายๆ และเอ่ยว่า “ไม่จำเป็นต้องเช้าขนาดนั้น เมื่อวานพวกเขาแต่ละคนต่างดื่มเหล้าถึงเที่ยงคืน เช้าวันนี้ต้องตื่นไม่ไหวอย่างแน่นอน”
“นั่นเป็นเรื่องของพวกเขา” เจียงเซี่ยนกำลังเทียบว่าจะเสียบปิ่นปักผมมรกตดีหรือเสียบปิ่นปักผมเจ้าแม่กวนอิมหยกมันแพะดี “แต่พวกเราจะนอนจนตะวันโด่งถึงจะลุกจากเตียงจริงๆ ไม่ได้”
นี่หากแพร่งพรายออกไป ยังไม่รู้ว่าคนพวกนั้นจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรเลย?
สุดท้ายนางก็ตัดสินใจเสียบปิ่นปักผมดอกทับทิมปะการังสีแดง
ดอกทับทิมแฝงความหมายว่ายิ่งมีลูกมากยิ่งมีวาสนา ความหมายแฝงนี้ค่อนข้างดี
“เจ้ารีบลุกสิ” นางเร่งหลี่เชียนต่อ “เจ้าจะถ่วงแข้งถ่วงขาข้าไม่ได้ ใครบอกกันว่า จะปลุกข้าแต่เช้า สุดท้ายปล่อยให้ข้านอนจนถึงตอนนี้? ต่อไปจะเชื่อเจ้าไม่ได้อีกแล้ว”
หลี่เชียนได้ยินแล้วในใจก็ชะงักไปเล็กน้อย
เขาคิดไม่ถึงว่าเจียงเซี่ยนจะให้ความสำคัญกับการแต่งงานของพวกเขาขนาดนี้
เขาเห็นเองกับตาว่านางทำอย่างไรในวังฉือหนิง นอกจากไทฮองไทเฮาแล้ว ต่อให้จ้าวอี้มาด้วยตนเอง นางก็ทำตัวกำเริบเสิบสานมากโดยไม่เกรงกลัวแม้แต่นิดเดียวเหมือนเดิม จนกล่าวได้ว่าอยากทำอะไรก็ทำ
ยิ่งกว่านั้นเขาเป็นคนบีบบังคับเรื่องแต่งงานของพวกเขา
หลี่เชียน