ของเจียงเซี่ยนหนึ่งที ทำให้นางหน้าซีดเผือด
หวังจ้านคอยสังเกตสีหน้าของเจียงเซี่ยนตลอด
เขาเห็นแล้วก็อดที่จะแอบร้อนใจไม่ได้ ทว่าอย่างไรก็ปลอบใจนางอย่างเปิดเผยไม่ได้ จึงทำได้เพียงไออย่างร้อนใจมากหลายครั้ง
เจียงเซี่ยนไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
หวังจ้านร้อนใจเป็นอย่างมาก เขาตอบหลิวชิงหมิงอย่างขอไปทีไม่กี่คำ ก็ลุกขึ้นจะไป “…ต้องรีบกลับไปก่อนพระกระยาหารเที่ยง ในวังยังรอพวกเรารายงานผลอยู่”
หลิวชิงหมิงรีบลุกขึ้นส่งพวกเขา
เจียงเซี่ยนถึงได้รู้สึกตัว และฝืนเรียกสติขึ้นมา แล้วตามหวังจ้านออกไปข้างนอก
ข้างนอกอากาศดีมาก ป่าไผ่ยื่นออกมาจากในกำแพงสีขาวของฝ่ายซักล้าง เขียวขจีจนเหมือนจะหยดน้ำลงมา
เจียงเซี่ยนมึนงงไปชั่วขณะ
หวังจ้านมองหลิวชิงหมิงที่พยักหน้าค้อมตัวน้อมส่งพวกเขา แล้วเตือนนางเสียงเบา “รีบเดิน มีอะไรกลับวังแล้วค่อยว่ากัน”
เจียงเซี่ยนพยักหน้า และขึ้นรถม้าโดยหวังจ้านคอยพยุง
หลิวชิงหมิงเห็นก็อึ้งไป
หวังจ้านหันกลับมาบอกลาเขาแล้ว
หลิวชิงหมิงยิ้มและบอกลาเขาทันที และมองตามหลังรถม้าของหวังจ้านจากไป ทว่าในใจกลับอดที่จะพึมพำไม่ได้ ‘ไม่รู้ว่าขันทีน้อยที่มากับใต้เท้าหวังนั้นเป็นใคร? ขันทีระดับหกอย่างใต้เท้าหวังกลับประคองขันทีน้อยที่ไร้ระดับขึ้นรถม้า แถมยังท่าทางเป็นธรรมชาติเสียด้วย…หรือว่า ขันทีน้อยคนนั้นจะไม่ใช่ขันทีแต่เป็นนางใน?’
ฝ่ายซักล้างอยู่นอกวัง จึงตัดขาดกับข่าวสารในวัง มีหลายเรื่องที่ไม่ค่อยรู้ พูดถ