้งนี้ได้อยู่อีกหลายวัน ถึงเข้าใจเรื่องบางเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง…ตอนที่ฮูหยินอันกั๋วกงมาเยี่ยมคนป่วย นางมอบโสมอายุร้อยปีให้คู่หนึ่ง ตอนนั้นข้าเป็นคนรับไว้กับมือ และเพราะต้องจดบันทึกลงในสมุดรายชื่อ ข้าจึงลองเปิดดู แล้วก็พบว่าบนโสมนั้นใช้ด้ายไหมห้าสีผูกดอกเหมยถักคู่หนึ่งไว้ ข้าตกใจมาก พอตั้งใจดูอีกครั้ง นึกไม่ถึงว่าจะเป็นของที่ไทเฮาพระราชทานให้จวนอันกั๋วกงตอนที่ฮูหยินอันกั๋วกงป่วยเมื่อหลายปีก่อน…”
“เจ้าจำได้อย่างไร?” เจียงเซี่ยนตกใจ
“เจ้าลืมไปแล้วหรือ?” ไป๋ซู่เอ่ย “ตอนนั้นที่กรมวังเอาโสมมา เจ้ากำลังเรียนถักเชือกจีนอยู่ แม่นมเมิ่งไปขอคำแนะนำจากไทฮองไทเฮา เจ้าก็เอาดอกเหมยถักที่ตนเองถักไปได้ครึ่งหนึ่งวางลงไปบนโสมสองชิ้นนั้น กล่องที่บรรจุโสมนั้นข้าก็เป็นคนปิดเอง!”
นั่นเป็นเรื่องตั้งแต่ตอนไหน เจียงเซี่ยนลืมไปตั้งนานแล้ว
ไป๋ซู่เอ่ยอย่างผิดหวังว่า “เมื่อก่อนใครจะเอาของที่ฝ่าบาทพระราชทานให้มามอบให้เป็นของขวัญกัน! จะเห็นได้ว่าจวนอันกั๋วกงใช้ชีวิตลำบากแค่ไหนแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตระกูลที่มีความดีความชอบตระกูลอื่นแล้ว ส่วนตระกูลของพวกเราเวลานี้ยังรักษาเกียรติของครอบครัวตระกูลขุนนางที่มีความดีความชอบไว้ได้บ้าง นั่นก็เป็นเพราะข้าเข้าวังมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเช่นกัน ฮ่องเต้องค์ก่อนกับไทฮองไทเฮาต่างก็พระราชทานรางวัลให้มากมาย ถึงได้ไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับพวกเขา…”
เจียงเซี่ยนถามนาง “แล้วตัวเจ้าเ