ติเปิดประตูเข้าเรื่องตรง ๆ พร้อมชื่นชมสำนักกระบี่ซ่างเสวียนอีกสองสามประโยค ไปมาไม่กี่คำ ก็สนิทกันรวดเร็ว “แท้จริง ข้าก็เห็นว่าคำกล่าวของท่านห้าธาตุนั้นออกจะเกินไปสักหน่อย”
กุมารมากสมบัติยิ้มพลางว่า “เจ้าหยวนถูนั่นแม้จะร้ายกาจ แต่ก็มิใช่ว่าจะไร้เทียมทาน ด้วยพลังฝีมือของสหายนักพรต ทั้งยังเป็นผู้ฝึกกระบี่ แม้จะไม่แน่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขา แต่การต่อกรสักร้อยกระบวนท่าก็ยังไม่มีปัญหา”
วาจานี้ราวกับข่วนโดนหัวใจจอมกระบี่เสวียนเถี่ยเข้าเต็ม ๆ เพราะเมื่อคราวก่อน เจินเหรินห้าธาตุเล่นสาดคำจนเขาเงียบงัน มาบัดนี้มีคนพูด “คำพูดที่เป็นธรรม” สักที ใครจะไม่พอใจ?
ในบัดดล เขาจึงรู้สึกเอ็นดูกุมารมากสมบัติขึ้นมาเล็กน้อย “ท่านชมเกินไปแล้ว”
จอมกระบี่เสวียนเถี่ยยกมือโบกเบา ๆ “หากเจ้ามารร้ายเป็นดั่งที่เจินเหรินห้าธาตุกล่าวจริง เช่นนั้นในสำนักข้าคงมีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่พอจะต่อกรได้”
“ท่านเจินเหรินซ่างเสวียนหรือ?”
กุมารมากสมบัติได้ยินดังนั้น ดวงตาสว่างวาบ รีบยกยออีกระลอก
ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงต่ำว่า “ว่ากันว่าท่านเจินเหรินซ่างเสวียนกำลังจะทะลวงขั้นปลาย?”
“เป็นการฝืนเกินไปหรือไม่? ภัยพิบัติอสนีบาตสวรรค์ยากที่จะผ่านพ้น ท่านไม่กังวลบ้างหรือ?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
จอมกระบี่เสวียนเถี่ยหัวเราะลั่น “ที่ว่านั่นเป็นเพียงข่าวลือที่เราปล่อยออกไปเอง เจ้าสำนักของเราจะบุ่มบ่ามปานนั้นได้อย่างไร?”
“ครั้งนี้ท่านได้รับการสนับสนุ