ย่อมสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ ตาม
ในเมื่อนักเรียนของสถาบันศูนย์กลางลูกเสือที่ยึดครองจำนวนครึ่งหนึ่งตั้งมั่นไม่เคลื่อน นักเรียนจากสถาบันอื่นๆ ย่อมไม่โง่เง่ากระโดดออกมาทดลองเองแน่นอน ถึงยังไงพวกเขาก็เป็นหัวกะทิของสถาบันต่างๆ ไม่ได้ปัญญาทึบจนถึงขั้นระเบิดโทสะเพราะการยั่วยุ ดังนั้นสถานการณ์ที่เดิมทีตึงเครียดสามารถปะทุขึ้นได้ตลอดเวลาก็สลายไปท่ามกลางการนิ่งเงียบของฝ่ายหนึ่ง
………
นี่ก็ทำให้กัปตันที่อยู่ในห้องกัปตันลอบร้องเชี่ยอย่างลับๆ ไม่ได้ เขาปิดระบบเสียงและภาพของทางฝั่งนี้ลงอย่างรุนแรง
เขาหันศีรษะถลึงตาใส่อีกคนที่อยู่ในห้องกัปตัน แล้วสบถว่า “เชี่ยเอ๊ย นักเรียนกลุ่มนี้แม่งไม่มีความกล้าเลยหรือไง?”
“นี่เรียกว่าพวกเขาฉลาดเข้าใจเหตุผล การยั่วยุที่นายวางแผนไว้ระดับต่ำเกินไปแล้ว เด็กที่ฉลาดนิดหน่อยก็ดูออกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติในนั้น” คนที่พูดคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่สวมชุดเครื่องแบบพันตรีเรียบกริบสะอาดเรียบร้อย กิริยาท่าทางของเขาดูสง่างามมีความรู้ จอนผมทั้งสองข้างที่มีสีขาวเป็นดวงๆ ทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่สุขุมหนักแน่น แตกต่างจากท่าทีป่าเถื่อนและไม่เรียบร้อยของกัปตัน
พันตรียื่นขวดเหล้าขาวมือให้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม กัปตันแค่นเสียงเย็นทีหนึ่ง จากนั้นก็บิดฝาขวดก่อนกรอกเหล้าอย่างบ้าคลั่ง
“อย่ารีบดื่มขนาดนั้นสิ จะโมโหกับตัวเองไปทำไม?” พันตรีกล่าว
“แม่ง ทำไมไอ้เด็กเวรพวกนี้ไม่มีใครใจร้อนหน่อยเลย? หลายปีม