“ปิดเวลาลงทะเบียนกี่โมง?” ฉีหลงเห็นหลิงหลานจ้องมองเขาด้วยดวงตาเย็นเยียบ ในใจก็รู้สึกประหม่า เขารีบหันหน้าไปถามหานจี้จวินที่อยู่ข้างๆ โอเค เขาไม่สามารถมองลูกพี่แล้วพูดออกมาว่าลาก่อนได้จริงๆ นั่นแหละ
“ก่อนเที่ยง!” หานจี้จวินตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด ฉีหลงที่เป็นคนเลินเล่อมาโดยตลอดลืมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ง่ายมาก นี่ทำให้หานจี้จวินเกิดความคุ้นชินที่กลายเป็นสารานุกรมของฉีหลงตลอดเวลา
ฉีหลงมองอุปกรณ์สื่อสารบนข้อมือแวบหนึ่งแล้วค่อยพบว่าเพิ่งจะสิบโมงครึ่งเอง ยังมีเวลาอยู่กับลูกพี่อยู่บ้าง เวลานี้เขานึกเสียใจเล็กน้อยว่าทำไมไม่เสนอให้ไปหาร้านน้ำชาหรือร้านกาแฟพักผ่อนนั่งลงพูดคุยกันก่อนที่ลูกพี่จะบอกให้มาลงทะเบียนที่นี่?
เมื่อเกิดความคิดก็เคลื่อนไหวทันที ฉีหลงเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “ลูกพี่ ทำไมเราไม่หาสถานที่นั่งคุยกันก่อนล่ะ ถึงยังไงนี่ก็ยังเร็วกว่าเวลาปิดลงทะเบียนตอนเที่ยงอยู่บ้าง”
หลิงหลานปรายตามองอย่างเย็นชา “มีอะไรให้พูดคุย? ยิ่งไปกว่านั้นใครจะไปรู้ว่าหลังจากที่เข้าไปแล้วยังมีขั้นตอนอะไรให้ทำอีกบ้าง ถ้าเวลาไม่พอจะทำยังไง?”
ฉีหลงถูกคำพูดของหลิงหลานทำให้เงียบเหมือนเป็นใบ้ไป เขาจะต้องเอ่ยปากพูดว่าเขาไม่อยากบอกลาลูกพี่แบบนี้หรือไง? เอาเถอะ ฉีหลงที่คิดว่าตัวเองเป็นลูกผู้ชายอกสามศอกแล้ว รู้สึกว่าการกระทำตัวเป็นเด็กน้อยพวกนี้เสื่อมเสียเกียรติของเขา
คนอื่นๆ ดูออกว่าหลิงหลานตัดสินใจแล้ว ไม่