หลิงหลานได้ยินคำพูดก็นิ่งอึ้งไปทันที ไม่นึกเลยว่าฉีหลงจะตกสู่สภาวะลำบากนี้เพราะเธอ เวลานี้ฉีหลงสูญเสียความสมดุลทางใจไปเนื่องจากรีบร้อนอยากแข็งแกร่งขึ้น ถึงแม้ว่านิสัยเชิงรุกและนิสัยก้าวร้าวมากกว่าแต่ก่อนจะเป็นเรื่องดี แต่ทักษะการต่อสู้ไม่ใช่ว่าอยากแข็งแกร่งขึ้นก็สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ มันต้องอาศัยเวลาในการสั่งสม ถ้าไม่ใช่เพราะเธอมีมิติการเรียนรู้สามารถฝึกฝนด้วยเวลาที่มากกว่าความเป็นจริงได้หลายเท่า อาศัยเพียงระยะเวลาในชีวิตจริงไม่สามารถไปถึงระดับสูงสุดของพลังปราณได้….
ควรพูดว่าสภาพจิตใจของฉีหลงเกิดปัญหาแล้ว ถ้าหากแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ย่อมสร้างอันตรายแอบแฝงอย่างใหญ่หลวงให้กับฉีหลงในอนาคตแน่นอน
หลิงหลานใคร่ครวญอยู่ในใจรอบหนึ่งถึงค่อยเอ่ยปากว่า “ฉีหลง ฉันดีใจมากที่นายมีความคิดแบบนี้ พวกเราอาจจะได้ไปรบในอนาคต เวลานั้นฉันหวังว่าคนที่ปกป้องหลังของฉันก็คือนายนะ!”
แววตาของฉีหลงโชนแสงขึ้นฉับพลัน ทั่วทั้งร่างรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา คำพูดประโยคนี้ของหลิงหลานบอกเขาชัดเจนว่า หลิงหลานคาดหวังต่อเขาไว้สูงสุดขีด นี่ทำให้ความตั้งใจอยากจะแข็งแกร่งของเขารุนแรงมากขึ้น เขาย่อมไม่อาจผิดต่อความคาดหวังของลูกพี่ที่มีต่อเขาได้แน่นอน
“แต่ว่านะ ฉีหลง การแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น มันรีบร้อนไม่ได้ จำเป็นต้องอาศัยเวลาในการสั่งสม…” ทว่าคำพูดต่อมาของหลิงหลานกลับทำให้ฉีหลงหนักใจทันที นี่ถือว่าเป็นการปฏิเสธของลูกพี่