ผนังนี้เสร็จแล้วก็เลือกเดินต่อไปข้างหน้า
เธอเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดลงกะทันหัน ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก จากนั้นก็รีบถอยหลังหลายก้าว กลับไปยังภาพแผ่นกรุแผ่นแรกที่เธอเห็นตั้งแต่ต้น แล้วเธอก็ข้ามไปยังแผ่นภาพที่หกตามมาติดๆ จากนั้นใบหน้าที่สงบนิ่งแต่เดิมของหลิงหลานก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“รูปนี้อยากจะบอกเราเกี่ยวกับช่วงวิถีความเสื่อมทรามของจิตใจมนุษย์คนหนึ่งเหรอ? ได้รับอำนาจแล้ว แต่ก็สูญเสียตัวตนที่แท้จริงที่สุดไป? มันคุ้มหรือไม่คุ้มกันแน่? หรือว่ายังมีความหมายลึกซึ้งอะไรอีก?” คิ้วของหลิงหลานขมวดเป็นปมแน่นยิ่งกว่าเดิม รอยยิ้มของตัวเอกในแผ่นภาพที่หนึ่งดูจริงใจ กระตือรือร้น และก็อบอุ่น แต่ในแผ่นภาพที่หก รอยยิ้มแบบเดียวกันเปลี่ยนมาเป็นรอยยิ้มเสแสร้งผิวเผิน ถึงขนาดที่เย็นชา
หลิงหลานจ้องมองรอยยิ้มของตัวเอกในแผ่นภาพที่หกด้วยความจริงจัง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกแปลกและใจคอไม่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีหลิงหลานอาจจะจ้องนานไปหน่อย เธอถึงได้รู้สึกว่ารอยยิ้มบนใบหน้าตัวเอกยิ่งลึกล้ำมากขึ้นไปทุกที และในขณะเดียวกัน ความเย็นเยียบจากส่วนลึกของดวงตาเขาคู่นั้นก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น ถึงขนาดที่หลิงหลานสัมผัสได้ถึงจิตสังหารเบาบาง
ใจหลิงหลานใจกระตุกขึ้นทันที เธอเพิ่งคิดจะกระโดดหนีออกจากภาพฝาผนังนี้ ก็พบว่าร่างกายของตัวเองไม่สามารถขยับได้แล้ว
เชี่ย! เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย? ทำไมเธอถึงขยับไม่ได้แล้ว?
ตอนนี้เอง หลิงห