่อสู้ช่วงบ่ายจึงมีแค่สามรอบเท่านั้น คราวนี้หลิงหลานไม่ได้เข้าแข่งเป็นคนสุดท้ายอีกต่อไป หากแต่เป็นคนแรกที่ออกไปประลอง
คู่ต่อสู้ของหลิงหลานคือนักเรียนที่เดิมทีมาจากห้องสเปเชียลบี ย่อมไม่มีทางเกิดเหตุการณ์ที่นักเรียนห้องเอต่อสู้กันเองในการเลื่อนอันดับจาก 100 ไปสู่ 50 อันดับแรกแน่นอน ทางสถาบันไม่ได้ไร้สมองถึงขั้นให้เด็กที่ยอดเยี่ยมมาต่อสู้กันล่วงหน้าจนสูญเสียโอกาสเลื่อนอันดับไป ดังนั้น ถ้าหากเด็กห้องบีอยากจะโค่นล้มเพื่อเข้าไปในห้องเอ พวกเขาต้องเอาชนะเด็กห้องเอให้ได้เพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งของตน
เมื่อหลิงหลานขึ้นไปบนสนามประลองก็สังเกตเห็นสายตาตักเตือนที่คมกริบอย่างยิ่ง หลิงหลานเหลือบมองไป ในใจก็รู้สึกว่างเปล่าอยู่บ้าง หน้าผากของเธอเริ่มหลั่งเหงื่อเย็นๆ ออกมา ‘ให้ตายสิ ทำไมโชคร้ายขนาดนี้เนี่ย?’
ที่แท้คนที่รับหน้าที่เป็นกรรมการของสนามประลองนี้บังเอิญเป็นอาจารย์ที่ตัดสินการต่อสู้ของเธอในตอนเช้า เมื่อเขาเห็นหลิงหลานขึ้นมาบนลานประลอง สายตาที่หรี่ลงของอาจารย์เต็มไปด้วยการเตือน บอกให้หลิงหลานบันยะบันยังในครั้งนี้ อย่ารีบร้อนลงมือ ไม่ว่ายังไงก็ต้องเหลือความมั่นใจให้เพื่อนร่วมชั้นปีบ้าง
หลิงหลานลอบปาดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผาก เตือนตัวเองว่าไม่สามารถทำผิดพลาดเหมือนรอบที่แล้วได้อีก ด้วยเหตุนี้เองเธอจึงเอาสองมือของตัวเองไขว้ไปที่ข้างหลัง และกุมมือสองข้างไว้แน่นๆ ให้มันควบคุมกันเอง แบบนี้ต่อให้ปฏิกิริย