งอีกหนึ่งตำแหน่ง ขยับเป็นแม่ทัพชั้นสาม ถึงตอนนั้นคงได้เข้าสู่ท้องพระโรงร่วมถกเรื่องการปกครอง!”
คิดมาถึงตรงนี้ อิงถงโส่วพลันฮึกเหิมยิ่งกว่าเดิม
แต่เขาก็สงบใจลงได้ในเวลาไม่นาน เหลียวตามองโดยรอบอีกครั้ง แล้วพลันขมวดคิ้ว รู้สึกถึงบางสิ่งที่สะดุดตาอย่างยิ่ง
ท้องทะเลผืนหนึ่ง สี่ทิศรายล้อม
ตนเองยืนอยู่ทิศตะวันออก ทิศใต้เป็นเยี่ยซิงเฟิงยืนเดี่ยวโดดเด่น ทิศตะวันตกคือบรรดาผู้ฝึกขั้นผสานวิถีจากโลกเซียนปี้หยาง…คนดูเหมือนจะมากเกินไปหน่อย?
“ถึงกับมีนักบวชแห่งพุทธะด้วย”
สายตาอิงถงโส่วพลันเหลือบไปเห็นศีรษะโล้นโผล่ขึ้นจากมุมหมู่คน
“อมิตาภะ…”
กลางหมู่คน กว่างหมิงเช็ดเหงื่อเย็น พร้อมสวดพระนามออกเสียงเบา คิดจะหลบหนีอยู่หลายครา ทว่าความคิดบางอย่างกลับตรึงร่างเขาไว้กับที่
‘ข้าเพิ่งมานอกแผ่นดินได้ไม่กี่ปี ที่นี่ก็เกิดแดนลับใหญ่ขนาดนี้ แสดงว่ามีวาสนากับข้าสิ แบบนี้จะไม่เข้าไปดูหน่อยได้อย่างไร ดูท่าทางแล้วคงเป็นของผู้วางรากฐานขั้นปลายทิ้งไว้ สมบัติมีมากมาย ถึงข้ากินเนื้อไม่ได้ ก็ขอซดน้ำแกงก็ยังดี’
ความคิดเช่นนี้ปะทุขึ้นไม่หยุดหย่อน
ชั่วขณะนั้น แววตาของกว่างหมิงเต็มไปด้วยความโลภ ทว่าหลังม่านแห่งความโลภกลับแฝงไว้ด้วยเสี้ยวหนึ่งของความมีสติ และความหวาดกลัวอันเยือกเย็นถึงขั้ว
‘ผิดแล้ว! นี่ไม่ใช่ข้า!’
‘การจัดเตรียมใหญ่ขนาดนี้ ข้าควรหลบหนีจึงจะถูก…ไม่ ข้าเป็นพระโพธิสัตว์ ข้าจะหนีไปทำไม…ไม่ถูก ข้าเป็นโพธิสัตว์ได้