นสายตาแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แม้แต่การมองต่อเหตุปัจจัย โชควาสนา และสัจธรรมของฟ้าดินก็มีความเข้าใจลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น
ไม่น่าแปลกใจเลยที่วางรากฐานขั้นต้นกับขั้นกลางจะต่างกันถึงเพียงนี้ จุดแบ่งก็คือ “มีหรือไม่มี” วิชาเทพโดยกำเนิด มันหาใช่เพียงเครื่องมือหนึ่งอย่างไม่ หากแต่เป็นการยกระดับแห่งตำแหน่ง เป็นการเติมเต็มฐานะแห่งผู้เดินบนวิถีเต๋า วิชาเทพโดยกำเนิดไม่เพียงเพิ่มพลังแก่รากฐานเต๋า ยังส่งผลต่อวิชาเทพประจำตนโดยตรงอย่างเห็นได้ชัด
“โอบหนึ่งยึดมั่นกลาง สามารถแยกแยะต่างคล้าย”
ตามนัยชื่อ “โอบบรรพต” นอกจากจะมีอานุภาพในตัวเอง ยังส่งผลต่อวิชาเทพประจำตนของลวี่หยาง เพิ่มพูนความลึกล้ำของ “แยกแยะต่างคล้าย”
ขณะนี้ เมื่อลวี่หยางตั้งมั่นในวิชา “แยกแยะต่างคล้าย” อีกครา
ในสายตาของเขาก็พลันปรากฏเส้นโยงแห่งเหตุปัจจัยนับไม่ถ้วน บ้างสว่างไสว บ้างหม่นมัว บ้างหนาทึบ บ้างบางเฉียบ ร้อยเรียงแน่นหนาราวใยแมงมุม
สิ่งเหล่านั้นล้วนคือเหตุปัจจัยของเขาเอง
และในหมู่เส้นสายทั้งหมด เส้นหนึ่งพลันโดดเด่นออกมา หมอกควันสีดำที่แผ่ขยายไปทั่ว เส้นโยงแห่งเหตุปัจจัยของเขากว่าครึ่ง ถูกมันกัดกร่อนคุณงามความดีและโชควาสนาทีละน้อย
“พลังเคราะห์ฟ้าลงทัณฑ์หรือ?”
ชาติปางก่อน เขายังมองไม่เห็นพลังเคราะห์นี้ จึงเผลอเผยพิรุธต่อหน้าจ้าวยอดเขาปะสานฟ้า จนเกือบทำลายทุกสิ่งให้สูญเปล่า
แต่ตอนนี้ เขาไม่เพียงมองเห็นพลังเคราะห์นั้น ด้วยการเคลื่อนวิช