นนั้นยังเชิญผู้เชี่ยวชำญสำยเต๋ำของแคว้นตงหลินมำไม่น้อยเลยทีเดียว แม้แต่ยังมีนักพรตจำกวัดเมฆขำวมำด้วยตนเองจำกเมืองหลวงอีกด้วยตนเองสำมำรถไปเข้ำร่วมกับคนกลุ่มนี้ได้ นี่ส ำหรับเขำแล้วถือเป็นเกียรติอย่ำงยิ่งแม้ในอดีตอวี๋ไป่เชียนจะถูกขับออกจำกส ำนักเต๋ำ แต่เขำก็ภูมิใจในชำติก ำเนิดของตนเองมำโดยตลอด
เขำเป็นผู้บ ำเพ็ญปรำณสำยเต๋ำแท้ๆ ไม่เหมือนกับนักพรตสำยมำรเหล่ำนั้นดังนั้นหลังจำกได้รับบัตรเชิญแล้ว อวี๋ไป่เชียนก็รีบหยิบชุดนักพรตลำยเมฆแขนน ้ำที่ตนเองเก็บรักษำไว้อย่ำงดีออกมำ สวมมงกุฎเต๋ำหยกสีม่วงเขียว และยังเสียบปิ่นหยกขำวจื่ออู่แท่งหนึ่ง ถือแส้ปัดฝุ่นของตนเอง แต่งตัวหล่อเหลำเป็นอย่ำงมำก ถึงได้เตรียมตัวออกเดินทำงเรียกจงหลินมำ อวี๋ไป่เชียนสั่ง “ช่วงที่ข้ำไม่อยู่ ให้ศิษย์ในส ำนักทุกคนอย่ำออกจำกบ้ำนเพิ่งจะสร้ำงเรื่องวุ่นวำยมำ ให้ทุกคนอยู่เงียบๆ”“ทรำบแล้วเจ้ำส ำนัก”หลังจำกจัดกำรเรียบร้อยแล้ว อวี๋ไป่เชียนถึงได้ลงเขำออกเดินทำงเขำไม่รู้เลยว่ำ ข้ำงทำงหลวง มีคนจ้องมองเขำอยู่แล้วตลอดทำงมีคนแอบมองอยู่ตลอดเวลำ จนกระทั่งอวี๋ไป่เชียนออกจำกเขตเมืองเหอหยำงไปโดยสมบูรณ์ ทุกคนถึงได้เข้ำใกล้ประตูส ำนักเต๋ำเสวียนจ้ำวซิงหมิงพูดเสียงหนัก “ท่ำนขอรับ ตอนนี้ลงมือเลยไหม”
กู้เฉิงมองดูท้องฟ้ำ พูดเรียบๆ “รออีกหน่อย คืนเดือนมืดลมแรงฆ่ำคนวำงเพลิงฟ้ำมืดถึงจะดีต่อกำรฆ่ำคนไม่ใช่รึ”จ้ำวซิงหมิงบิดคออย่ำงอึดอัดเล็กน้อยพวกเขำคือทหำ