หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เก๋อหงจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “เอาล่ะ ฉินเฉิน ในเมื่อเจ้าบอกว่าเจ้าปลุกสายเลือดแล้ว งั้นก็เข้าร่วมพิธีปลุกสายเลือดเสีย ตราบใดที่เจ้าสามารถแสดงกลิ่นอายของสายเลือดออกมาได้แม้เพียงเล็กน้อยระหว่างพิธีชำระสายเลือด ก็ถือว่าเจ้าผ่านการทดสอบ แต่หากเจ้ายังไม่ได้ปลุกสายเลือดจริง ๆ แล้วกลับมารบกวนระเบียบของการสอบปลายปี ข้าจะขับไล่เจ้าออกจากสำนักต่อหน้าทุกคนแน่นอน”
เก๋อหงกล่าวอย่างเคร่งขรึม น้ำเสียงดังกังวานราวกับระฆัง
ฉินเฉินประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า “ขอรับ”
เมื่อเห็นฉินเฉินเดินเข้าสู่ลานจัตุรัส ฉินเฟินก็อดแค่นเสียงเยาะไม่ได้ “รองเจ้าสำนักเก๋อช่างเมตตายิ่งนัก ฉินเฉินชัดเจนว่าคิดจะหลบเลี่ยง แต่กลับยังให้โอกาสเขา ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าขยะเช่นนี้จะปลุกสายเลือดไม่ได้”
ฉินเฉินหยุดฝีเท้า หันกลับมาแล้วกล่าวว่า “ฉินเฟิน เจ้าพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าข้าคิดจะหลบเลี่ยง เช่นนั้นเจ้ากล้าพนันกับข้าหรือไม่”
“พนันหรือ พนันอะไร”
“หากข้ายังไม่ได้ปลุกสายเลือด หลังจากพิธีชำระสายเลือดจบลง ข้าจะยอมให้เจ้าจัดการอย่างไรก็ได้ แต่หากข้าได้ปลุกสายเลือดแล้ว ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้า เพียงแค่ให้เจ้าคุกเข่าแล้วเห่าร