รงไปตรงมา จึงกล่าวเปิดฉากทันทีว่า “หยวนถูอยู่ที่ใด?”
บรรพชนอสูรวิญญาณส่ายศีรษะ “ท่านสหายอวี๋ จะรีบร้อนเกินไปไย? เจินเหรินกำลังปิดด่านหลอมรวมวิชาเทพประจำตน ขออย่ารบกวนเลย กลับไปก่อนเถิด”
เรื่องที่ทำให้บรรพชนอสูรวิญญาณปวดหัวก็อยู่ตรงหน้านี่เอง หรือจะว่าเป็นคนก็คงไม่ผิด
คนผู้นี้มีนามว่า อวี๋ซู่ เป็นเจินเหรินผู้หนึ่งในนิกายศักดิ์สิทธิ์ บำเพ็ญเต๋ามาร้อยปีแล้วว่ากันว่าเป็นสมาชิกสายหลักของพรรคใหญ่ในนิกาย
ตั้งแต่สิบปีก่อน เขาก็มาปรากฏตัวที่ภูเขาหลัวเฟิง ขอพบลวี่หยางอยู่หลายครั้ง แต่ก็ถูกบรรพชนอสูรวิญญาณขวางไว้ตลอด เวลาสิบปีที่ผ่านมา เขามาถึงสี่คราแล้ว และทุกคราก็แสดงความไม่พอใจยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ห้า หากดูจากสีหน้าแล้วเห็นทีจะห้ามไม่อยู่แล้ว
“หลอมรวมวิชาเทพประจำตน?”
อวี๋ซู่เหลือบมองวิหารใหญ่ด้านหลังบรรพชนอสูรวิญญาณ พลางขมวดคิ้ว “วิชาเทพประจำตนหาใช่สิ่งจะหลอมรวมง่ายดาย ให้หยวนถูออกมาพบข้าก่อนเถิด”
“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องหารือ”
บรรพชนอสูรวิญญาณย่อมมองลวี่หยางเป็นความหวังสุดท้ายของนิกายอสูรวิญญาณ ไหนเลยจะยอม จึงส่ายศีรษะทันที “ยังเป็นท่านสหายอวี๋ ที่ควรรออีกสักหลายปีเถิด”
คำพูดนี้ ทำให้อวี๋ซู่เริ่มหมดความอดทน
“รออีกหลายปี? ข้ารอมาแล้วสิบปี! วิชาเทพประจำตนล้วนขึ้นอยู่กับปัญญา หากแค่ปิดด่านแล้วสำเร็จได้ โลกนี้คงเต็มไปด้วยผู้สำเร็จเต๋าไปแล้ว!”
เขาเป็นลูกหลานตระกูลจ้าวอำนา