นซานยิ้มบาง ๆ “สิ่งสำคัญของพวกเราในเวลานี้ คือเร่งรุดฝึกเพียร เมื่อหยวนถูบำเพ็ญสำเร็จ พี่ใหญ่ย่อมไม่ลืมเจ้าแน่นอน”
แม้กล่าวเช่นนั้น แต่ต่อท่าทีขวนขวายของลวี่หยาง อินซานเจินเหรินก็ลอบชมชอบอยู่ในใจ
สนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง เจินเหรินอินซานก็ขอตัวลากลับไป
เขาได้รับพลังศพมารมาแล้ว กำลังจะปิดด่านกลั่นกลืน เพื่อทะลวงสู่ระดับวางรากฐานขั้นกลาง
เมื่อลวี่หยางส่งอีกฝ่ายออกไป สีหน้าก็พลันเปลี่ยนจากยิ้มละไมกลายเป็นขรึมเงียบ
“เป็นดังคาด ยังมิได้ทะลวงไปในตอนนี้”
ชาติที่หกตนเองเคยปิดด่านฝึกเพียรสามสิบปี ออกมาอีกครั้ง เจินเหรินอินซานก็ทะลวงขึ้นสู่ขั้นกลางแล้ว
กล่าวได้ว่าระยะเวลาสามสิบปี คือเส้นแบ่งสำคัญ
อีกสามสิบปีต่อจากนี้ เจินเหรินจงกวงเกรงว่าคงจะเริ่มลงมือแน่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือโอกาส แต่ก็เป็นภัยเช่นกัน หากต้องการฉวยผลประโยชน์จากมัน เขาก็ต้องเพิ่มพูนพลังให้ถึงขีดสุดภายในสามสิบปีนี้
“เริ่มจากแมลงกลืนปราณก่อน!”
เมื่อใจคิดดังนี้ ลวี่หยางก็ควบแสงทะยานเร้น ลงสู่แดนลับฝึกวิชาทันที ในขณะเดียวกันในใจก็ผุดขึ้นถึงอัจฉริยะผู้หนึ่งในชาติที่หก
“หวังป๋อหยวน”
ผู้สร้างศาสตร์มองปราณขึ้นด้วยตนเอง ใช้ชะตาคนตรวจสอบลิขิตสวรรค์ หลักคิดของเขายิ่งทำให้ตนเองที่ยังไม่มีตำแหน่งแห่งเต๋าในขณะนั้น สามารถมองเห็นบรรพชนตระกูลอวิ๋นที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดได้
อย่างไม่ต้องสงสัย เขาคืออัจฉริยะโดยแท้
“พอดี ข้ายังขาดคนที่ใช้การได้อย