งพลันทำหน้าตึง “ไม่ต้อง!”
“เช่นนั้นก็ตามใจ”
ลวี่หยางหัวเราะเบา ๆ มิได้แสดงท่าทีวางอำนาจอันใด ในเมื่อศิษย์สืบทอดที่อยู่ ณ ที่นี้วันหนึ่งก็อาจมีผู้ก้าวขึ้นเป็นเจินเหรินเฉกเช่นเขา
ถึงแม้ภายในนิกายศักดิ์สิทธิ์จะใช้ศิษย์สืบทอดประดุจเส้นทรายมากเพียงใด ทว่าศิษย์ระดับนี้ก็ยังถือว่ามีสถานะอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับเป็นของสิ้นเปลืองที่พร้อมจะโยนทิ้งทุกเมื่อ หากให้เจินเหรินใช้งานก็มักจะทะนุถนอมมากขึ้นบ้าง
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ระหว่างเจินเหรินกับผู้ที่ยังมิใช่ ก็ยังคงมีหุบเหวลึกกั้นอยู่ชั้นหนึ่ง
ดังนั้นเมื่อได้พบลวี่หยางและคารวะเสร็จสิ้น บรรดาศิษย์สืบทอดจึงทยอยขี่แสงเร้นจากไป เหลือเพียงจงหมิงที่ยังยืนอยู่ ณ ที่เดิมด้วยสีหน้าจำใจมองมาทางลวี่หยาง
“ยังมีเรื่องใดอีก?” ลวี่หยางเอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงง
“เจินเหริน…”
จงหมิงก้มหน้าต่ำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “กระดานแปดทิศนั้นคือของขวัญจากบิดา กระจ่างความลับแห่งชะตาฟ้า เป็นสมบัติคุ้มภัยของศิษย์ ขอเจินเหรินได้โปรดคืนให้…”
ลวี่หยางได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปชั่วครู่ พลันเผยสีหน้าเข้าใจ
จากนั้นเขาก็ล้วงมือลงในอกเสื้อ หยิบกระดานแปดทิศที่เคยยืมมาจากจงหมิงเพื่อใช้คำนวณตำแหน่งของราชสำนักเต๋าออกมา แล้วส่งคืน
“ขอโทษที ครั้งนั้นไม่ทันใส่ใจ เลยลืมคืน”
“ไม่เป็นไร ขอบคุณเจินเหริน…”
จงหมิงรับกระดานกลับมาอย่างนอบน้อม ในใจก็ด่าตนเองไปด้วย ถ้าไม่พูดออกมา เกรงว่าเจินเหรินผู้น