ประตูออกเลย
ภายใต้ความหงุดหงิดในใจ และด้วยความไม่รู้เลยว่าเฉินเฟิงอยู่ด้านในนี้จริงหรือเปล่า พร้อมกับความกลัวว่าจะมีคนเข้ามาเจอด้วยหรือเปล่านั้น เธอจึงเข้าไปอิงกับประตูเพื่อให้ตัวเองสงบสติลง
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก เธอจึงหันกลับไปมองยังประตูเหล็กอันหนาอึ้งนั้นอีกครั้ง พร้อมกับครุ่นคิด จากนั้นจึงวิ่งกลับขึ้นไปยังห้องหนังสือแล้วหาตะเกียงโลหะอันหนึ่งจากตรงนั้นก่อนจะกลับไปด้านในอีกครั้ง
แต่เธอไม่ได้ทุบมันลงไปโดยตรง เพียงแค่กอดตะเกียงนั้นเอาไว้แล้วเคาะประตูอยู่ตรงนั้นอย่างเบาๆ เป็นครั้งๆ ราวกับกำลังเคาะในจังหวะที่แตกต่างกันไป
ส่วนเฉินเฟิงที่ตอนนี้กำลังอยู่ภายใต้ความมืดสนิทนั้น ก็เปลี่ยนเป็นคนที่มีความอ่อนไหวต่อทุกเสียงที่เกิดขึ้น
ในขณะที่กำลังงีบหลับ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงโลหะกำลังกระทบกันดังขึ้น ทำให้เขาคิดว่าตัวเองคงจะหูฝาดไป แต่เมื่อตั้งใจฟังไปเรื่อยๆ เขาก็รู้ตัวทันทีว่าเขาได้ยินเสียงนั้นจริงๆ
ซึ่งเสียงนั้นกำลังดังมาจากประตู
เฉินเฟิงนึกตามความทรงจำของตัวเองเดินตรงไปยังประตูเหล็ก และเสียงนั้นยังคงดังไม่หยุดเสียที
เมื่อลองเข้าไปสัมผัสกับประตูเหล็ก ก็รู้สึกเหมือนว่ากำลังมีการเคลื่อนไหวอยู่ เขาอิงไปบนประตูเหล็กแล้วพยายามใช้หูแนบชิดเข้าไป
ปรากฏว่ามีเสียงกำลังดังขึ้นมาจริงๆ ซึ่งแต่ละเสียงนั้นกำลังดังขึ้นมาเป็นจังหวะอย่างมาก
“มีคนหรือเปล่า?” เขาตะโกนอย่างเสียงดัง
แต่ในขณะเดียวกันโจวจื่อเอ๋อที