มีปัญหาอะไรขึ้นมาจริงๆ จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที ไง คุณกลับรีบสรุปเลยว่าพวกเขาเป็นคนร้ายไปแล้ว”
เมื่อเฉินเฟิงพูดจบ เฟิ่งซีก็หัวเราะขำออกมา พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “คุณนั่นแหละกำลังแอบฟังอยู่ ยังจะหาเหตุผลอะไรมาแก้ตัวอีก”
เฉินเฟิงก็จนปัญญาได้แต่พูดว่า “เอาล่ะ ถือว่าฉันแอบฟัง แต่ว่าฉันก็กำลังปกป้องหลงหลินอยู่นะ คุณก็อย่ามาก่อกวนซิ”
เฟิ่งซีเดิมทีก็แค่คิดจะหยอกเฉินเฟิงเล่นเท่านั้น ก็ย่อมไม่เดินเข้าไปห้องโถงอย่างแน่นอน จากนั้นก็สะบัดหน้าเดินกลับไปที่ห้องครัว ดูว่าน้ำเดือดแล้วหรือยัง
เพิ่งจะถูกขัดจังหวะไป ก็ไม่รู้ว่าพลาดอะไรไปแล้วบ้าง เฉินเฟิงจึงได้แต่เริ่มต้นฟังใหม่
พอดีเป็นช่วงจังหวะที่หลงหลินกำลังพูดว่า “ถ้าเป็นเช่นนี้ละก็ เรื่องนี้อาจเป็นไปได้ที่ อาจารย์พวกเราคงจะลืมไปจริงๆ แต่ว่าพวกเราสองคนพี่น้องก็ไม่เคยได้ยินอาจารย์สั่งเสียอะไรไว้เลย ดังนั้นของชิ้นนี้ที่คุณท่านถามถึงนั้น พวกเราก็ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ ยิ่งไม่รู้ว่าเขาจะเก็บไว้ที่ไหนได้บ้าง”
ชายชราดูเหมือนถอนหายใจเบาๆ
ส่วนชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงนั้นดูเหมือนอารมณ์ฉุนเฉียวไปหน่อย “ฉันว่าพวกคุณไม่ใช่ไม่รู้เรื่องหรอก พวกคุณเจตนาที่จะยักยอกไว้ ของที่อยู่ในนั้นพวกคุณไม่เกิดกิเลสอยากได้ ก็เป็นเรื่องน่าแปลกแล้วล่ะ”
ชายชรามองไปยังชายหนุ่ม พูดต่อว่าด้วยเสียงเข้ม “เจ๋เอ๋อ อย่าเสียมารยาท”
ดูเหมือนชายหนุ่มคนนั้นก็ยำเกรงคนชราอยู่เหมือนกัน เมื่