่นเป็นเรื่องที่ทุกคนล้วนเกิดความอยากรู้อยากเห็นอย่างมาก รวมทั้งเฉินเฟิงด้วยเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับการตอบสนองของชิงจือที่มีต่อเฉินเฟิงแล้ว คำตอบของครั้งนี้ก็ยังคงเป็นดังเช่นครั้งก่อนๆ
เธอมุ่งหน้าตรงไปยังที่จอดรถโดยไม่มีคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น
แต่หลังจากที่พวกเจาเดินออกมาได้ไม่นาน หยางสิงอี้ก็วิ่งตามพร้อมกับตะโกนเรียกพวกเขา
“ทั้งสองท่าน รอก่อนครับ”
เฉินเฟิงชะงักฝีเท้าลง แต่ชิงจือดูเหมือนจะไม่สนใจและยังคงมุ่งหน้าตรงไปยังรถที่จอดเอาไว้
เฉินเฟิงที่อยู่ตรงนั้นรอจนหยางชิงอี้เข้ามาใกล้ จึงถามกลับทันที
“มีอะไรหรือเปล่า?พ่อของคุณมีเรื่องอะไรมาบอกงั้นหรอ?”
หยางสิงอี้สูดลมหายใจเข้าลึก เขาวิ่งมาโดยไม่มีอาการหืดหอบใดๆ แสดงว่าเขาคงจะผ่านการฝึกวิชาต่อสู้มาแล้วแน่นอน
หลังจากที่ได้ยินคำถามของเฉินเฟิง หยางสิงอี้จึงตอบกลับ
“พ่อผมให้มาบอกกับผู้หญิงคนเมื่อกี้นี้ว่าวันเดียวก็เพียงพอแล้ว”
เฉินเฟิงไม่เข้าใจความหมายของหยางสิงอี้ แค่คำพูดนี้ประโยคเดียวทำไมถึงต้องให้มาบอกอีกครั้งด้วย แต่หยางสิงอี้ที่พูดเพียงเท่านี้ก็เดินหันหลังกลับไปแล้ว
เฉินเฟิงพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำพูดนี้ โดยไตร่ตรองพร้อมกับเรื่องทั้งหมดที่เขาได้ยินมา แต่ราวกับว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เขาจึงทำได้เพียงเดินกลับไปที่รถเท่านั้น
เมื่อขึ้นไปบนรถก็เห็นชิงจือที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งหน้ารถ เอนตัวลงไปบนเบาะพร้อมกับหลับตาราวกับกำลังทำสมาธิ