แต่คำพูดติดอยู่ที่ปาก และแต่ละคนต่างก็พอรับทราบกันดีแล้ว เจี่ยว่างเล่ที่อยู่ด้านข้างจึงพูดขึ้น
“นายจะมาเสแสร้งกันอยู่ทำไมล่ะ ถ้าหากว่ามีอุปสรรคอะไรก็พูดออกมาเลย คนกันเองทั้งนั้น หรือคิดว่าจะไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยอย่างนั้นเหรอ”
เน่เฉินกับเน่เจิ้งทั้งสองคนก็ไม่มีความคิดเห็นอะไร พวกเขามาที่นี่เพราะเป็นตัวแทนของสำนัก เทียนซานเพื่อมาสานสัมพันธ์กับตระกูลเจี่ย ตระกูลผู้มีอิทธิพลอำนาจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ดังนั้นเมื่อเจี่ยตงแสดงสีหน้าที่ดูย่ำแย่ พวกเขาก็สามารถที่จะแสดงพละกำลังออกมาให้ประจักษ์ เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักเทียนซานกับตระกูลเจี่ยในอนาคตมีความหนักแน่นมากขึ้น
“อย่างนั้น ข้าก็จะพูดแล้ว แต่สองพี่น้องห้ามที่จะหัวเราะเยาะเด็ดขาด”
พูดจบ เขาก็เริ่มเล่าถึงเรื่องราวที่ได้พบเจอกับเฉินเฟิงโดยที่เพิ่มเติมเนื้อหาอื่น ๆ เข้าไปมากมาย
“ไอ้คนชั่วช้าสารเลว อาศัยว่าตนเองมีพื้นฐานวิทยายุทธ์การต่อสู้ที่ดีแล้วกำเริบเสิบสานไปรังแกคนอื่นไปทั่ว ข้าคิดที่จะช่วยเหลือสาวน้อยคนนั้นจริง ๆ แต่ความสามารถด้อยกว่าฝ่ายตรงข้าม จึงได้แต่มองดูสาวน้อยคนนั้นถูกจับตัวไป ซึ่งตอนนี้เสียงร้องไห้ของเธอก็ยังคงดังวนเวียนอยู่ที่ข้างหูของข้า แต่ข้ากลับไม่สามารถที่จะช่วยเหลืออะไรได้”
เขาเกือบจะร้องไห้ขณะที่กำลังเล่าเรื่องราว ซึ่งก่อนที่จะทำให้ผู้อื่นซาบซึ้งใจนั้น ตนเองได้ซาบซึ้งใจไปก่อนแล้ว
ในคำบอกเล่าของเขา เฉินเฟิงก