การต่อสู้ นี่คือสิ่งที่ผมเทียบไม่ได้”
เมื่อได้รับการชื่นชมจากเย่หนานเทียนเฉินเฟิงก็แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน โดยการหาข้อบกพร่องของตัวเอง
“อืม นี่เป็นข้อเสียเปรียบอย่างหนึ่งของแก ทว่าหากแกได้ทุ่มฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่เล็กจนโต หนทางความสำเร็จในด้านศิลปะการต่อสู้ของแกนั้นยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุดแน่นอน”
เย่หนานเทียนมีสีหน้าปลื้มใจจากนั้นก็เปลี่ยนหัวข้อการสนทนา โดยชี้แนะถึงข้อบกพร่องอีกอย่างของเฉินเฟิง “นอกจากเวลาในการฝึกฝนการต่อสู้ของแกน้อยแล้ว แกยังมีจุดอ่อนอีกอย่างหนึ่ง”
“ศิษย์พี่พูดมาได้เลยครับ” เฉินเฟิงน้อมรับคำแนะนำ
“นอกจากกระบี่สแลชมังกรที่แกสร้างขึ้นมาเองแล้ว แกยังได้ศิลปะการต่อสู้อีกหลากหลายอย่าง แต่แกยังเข้าไม่ถึงแก่นแท้”
เย่หนานเทียนเอ่ยอย่างเอ็นดู “กระบี่สแลชมังกรเป็นศิลปะการต่อสู้ที่แกสร้างขึ้นมาเองและก็เหมาะสมกับแกมากที่สุด แต่แกก็ไม่สามารถใช้มันในการต่อสู้ทุกครั้งได้ ไม่อย่างนั้นพอเวลาผ่านไปนานวันเข้าก็จะมีคนรู้ทัน ความทรงพลังของมันก็จะลดลง ฉันหมายความว่านอกจากกระบี่สแลชมังกรแล้วแกต้องเข้าถึงแก่นแท้ของศิลปะการต่อสู้อย่างอื่น เพื่อที่จะได้ใช้ต่อกรกับศัตรู”
“สำหรับจอมยุทธ์ทั่วไปเมื่อเทียบกับอัจฉริยะในรุ่นเดียวกันแกถือว่าเข้าถึงแก่นแท้ของศิลปะการต่อสู้แต่ละแขนงแล้ว แต่เมื่อเทียบกับมหาปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้หรือเจ้าสำนัก แกยังห่างจากคำว่าเข้าถึงแก่นแท้อีกไกลนัก”
เย่หนานเทียนอธิ