ญหน้ากับ จายเถิงจวั่นจู้ที่กำลังได้ใจอยู่งั้นสิ
หลังจากที่หูฉี่ซิงได้ขึ้นมาบนเวทีก่อน แล้วเห้อซงก็ขึ้นเวทีต่อหลัง ก็ไม่ได้มีการบอกชื่อแซ่แต่อย่างใด
กล้ามเนื้อของเขาบีบรัดแน่น ราวกับว่าสามารถออกหมัดกับจายเถิงจวั่นจู้ได้ตลอดเวลา
จายเถิงจวั่นจู้วิเคราะห์เห้อซงอยู่สักพัก พลันพูดว่า “แกเก่งกว่าไอ้กระจอกนั่นอยู่นิดหน่อย”
เมื่อได้ยินเสียง หัวคิ้วของเห้อซงผ่อนคลายลง แต่จากนั้น จายเถิงจวั่นจู้ก็เริ่มพูดกระแทกกลับมาทันที “แต่ว่าความเก่งกล้าก็มีขีดจำกัด ชนะแก อย่างมากฉันก็แค่ใช้สามกระบวนท่า”
“จองหอง!”
สีหน้าของเห้อซงนิ่งลงทันที แต่ว่าเขาก็ไม่เหมือนกับหูฉี่ซิง ถูกทำให้โมโหแล้วสติหลุด เขาอาศัยการพยายามตั้งสติเอาไว้ตลอด
หลังจากที่สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ เห้อซงก็มองมาที่กรรมการตัดสินวัยกลางคน “กรรมการ สามารถแข่งได้หรือยัง”
กรรมการวัยกลางคนคนนั้นพยักหน้าให้ “ได้แล้ว เริ่มเลย”
เมื่อสิ้นเสียง เห้อซงก็เป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน!
เขาจะไม่ทำผิดซ้ำซากให้เหมือนหูฉี่ซิง!
ความรวดเร็วของจายเถิงจวั่นจู้นั้นเร็วมาก ดังนั้น เขาไม่มีทางให้จายเถิงจวั่นจู้เป็นคนลงมือก่อน เมื่อ จายเถิงจวั่นจู้เริ่มลงมือก่อน งั้นจายเถิงจวั่นจู้ก็จะมีโอกาสได้เปรียบ!
วิธีคิดของเห้อซงนั้นถือว่าดีมาก ความรวดเร็วของเขาก็เร็วมาก
แต่ครั้งนี้ จายเถิงจวั่นจู้ดันเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ไปเป็นอีกอย่างแทน!
คือมองการเปลี่ยนแปลงแล้วคิดตามเพื่อจะได้เข้าใ