พริบตา
ดังนั้นลวี่หยางจึงนับเป็นผู้บุกรุกจากภายนอก เป็นเพียงเหยื่อล่อของปราณกระบี่ หาใช่เป้าหมายแรกเริ่ม จึงรอดพ้นจากการถูกฟันขาดในยามเหยียบย่างสู่แดนลับ แต่แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างจากความตายเท่าใดนัก เพราะตราบใดที่ปราณกระบี่ยังมิสิ้นสูญ ร่างจำแลงนี้ก็ไม่อาจออกไปจากแดนลับได้อยู่ดี
และที่สุดแล้ว ชะตากรรมของวิถีอสูรวิญญาณก็ช่างน่าขบขันยิ่งนัก
เมื่อเหลือเพียงปุถุชนที่รอดตายมาได้ แต่กลับไม่อาจบ่มเพาะวิถี พวกเขากลับตกเป็นเหยื่อ ถูกอสูรวิญญาณที่ไร้การควบคุมไล่ล่ากลืนกินอยู่ร่ำไป
ผู้ควบคุมอสูร สุดท้ายกลับถูกอสูรกลืนกินเสียเอง
“ถึงกระนั้นก็ตาม มนุษย์ย่อมหาหนทางอยู่รอดได้เสมอเมื่ออยู่ในห้วงวิกฤต”
แม้ไม่อาจก้าวสู่หนทางบ่มเพาะ แต่กาลเวลาผ่านไปนับพันปี รุ่นแล้วรุ่นเล่าของปุถุชนภายในแดนลับก็ยอมพลีชีพสืบต่อกันมา สุดท้ายก็คิดค้นวิธีต้านอสูรวิญญาณขึ้นมาได้สายหนึ่ง
นั่นคือ“ควบคุมอสูรเพื่อบูชาต่อปรโลก”
ว่ากันโดยสรุป ก็คือการใช้หนึ่งเคล็ดลับลึกลับพลีชีพตนมอบถวายแก่อสูรวิญญาณ ในยามที่ตนเองถูกอสูรวิญญาณกลืนกิน ก็สามารถหยิบยืมพลังของอสูรวิญญาณนั้นมาใช้ได้ด้วยเช่นกัน
ผู้ที่สร้างสรรค์ระบบนี้ขึ้นมา ขนานนามตนว่าบรรพชนถิงโยวและยังได้ก่อตั้งสำนักถิงโยวซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเพียงหนึ่งเดียวแห่งแดนลับ เติบใหญ่มั่นคง สั่งสมรากฐานจนถึงขั้นมีแบบแผนระบบการควบคุมอสูรอย่างสมบูรณ์ โดยเรียกขานผู้ฝึกฝนตามระดับของอสูรวิญญาณที่ต