หนึ่งเดือนต่อมา เขาหัวกะโหลก
ลวี่หยางขับเคลื่อนลำแสง ตลอดทางราบรื่นไร้อุปสรรค ท้ายที่สุดแล้วด้วยพลังฝีมือของเขาในยามนี้ระดับรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ทั่วไปเขาก็มิได้เห็นอยู่ในสายตาอีกต่อไปแล้ว
แม้ว่าเขาจะเหลือเพียงหนึ่งจิตเงาที่หลอมจากดวงวิญญาณ แต่เมื่ออาศัยฐานะที่สูงกว่า การจัดการกับขั้นรวมลมปราณสมบูรณ์ก็แค่เพียงสะบัดแขน หากไม่ใช่ว่าฝ่ายตรงข้ามมีทั้งมหาวิชาเทพหรือครองสมบัติวิญญาณประหนึ่งอวิ๋นเมี่ยวเจินในกาลก่อน ก็คงไร้ทางต่อกรเขาได้
แน่นอน ทั้งหมดนี้ใช้ได้เพียงกับการเหยียบย่ำคนอ่อนแอกว่า
เพราะไร้กายเนื้อ สภาพของลวี่หยางยามนี้กำลังอยู่ในจุดต่ำสุด หากเผชิญกับผู้บำเพ็ญเพียรที่มีฐานะเสมอกัน มีแต่ต้องหนีเอาตัวรอด
ไม่นาน ลวี่หยางก็หยุดลำแสง
ณ ที่ห่างไกล เทือกเขาดำทะมึนที่ไอปีศาจพุ่งสู่ฟ้าสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา
“ดี…ดูท่าอิ๋นซานเจินเหรินยังมาไม่ถึง…”
ลวี่หยางเพ่งพิจารณาเหตุและผลยืนยันว่าแดนลับอสูรวิญญาณยังมิได้ปรากฏ และคนของสำนักเสินอู่ก็ยังไม่มา เขาจึงแปรเปลี่ยนเป็นสายลมวูบเข้าหุบเขา
ชาติที่แล้ว เมื่อแดนลับอสูรวิญญาณปรากฏ เขาได้จดจำตำแหน่งไว้หมดสิ้น ครานี้จึงหาได้ง่ายนัก ผ่านไปไม่นานนักลวี่หยางก็ได้มาถึงเบื้องหน้าถ้ำแห่งหนึ่ง ก้าวเดินเข้าไป ตอนแรกแคบอย่างยิ่ง ก้าวต่อไปอีกหลายสิบก้าว ก็พลันสว่างไสวกว้างขวาง กลับเป็นทะเลสาบใต้ดินอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่งอย่างน่าตกใจ
“ที่นี่เอง…”
ลวี่หยางมองทะเล