ไป…”
แม้หากดูจากระดับพลังเพียงอย่างเดียวเทียนเหรินวิถียุทธ์จะสูงกว่าร่างจำแลงของลวี่หยางที่สร้างจากปราณแท้จริงบรรพกาลอยู่ขั้นหนึ่ง ทว่าความเป็นจริงกลับมิอาจวัดเช่นนั้นได้เลย
หากเปรียบร่างจำแลงของลวี่หยางเป็นยอดผู้กล้าสวมเกราะศักดิ์สิทธิ์ครบหกชิ้นในระดับสูงสุด เช่นนั้นเทียนเหรินวิถียุทธ์ทั้งเจ็ดก็เป็นเพียงนักรบที่แม้จะบรรลุระดับสูงสุด แต่ไร้ซึ่งอาวุธเกราะใด ๆ ต่างกันราวฟ้ากับดิน
นี่คือความบกพร่องโดยกำเนิดของวิถียุทธ์ ระบบการฝึกฝนที่เพิ่งพัฒนาไม่ถึงร้อยปี ไม่อาจทัดเทียมกับวิถีแห่งเซียนได้เลย
“…ก็ช่างเถิด เช่นนั้นข้าจะลงมือเอง”
บรรพชนตระกูลอวิ๋นขบคิดในใจ จากนั้นก็เริ่มเคลื่อนหมากแห่งเหตุและผลทันที ค่อย ๆ ชี้นำให้สถานการณ์ที่เคยโน้มเอียงไปทางลวี่หยาง เริ่มกลับกลายเป็นประโยชน์แก่พวกเทียนเหรินวิถียุทธ์
ผลลัพธ์ที่ปรากฏ…ก็คือสภาพของบรรดาผู้ฝึกวิถียุทธ์
เจ็ดเทียนเหรินวิถียุทธ์ ในห้วงต่อสู้กลับมิได้รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม พวกเขายิ่งรบกลับยิ่งฮึกเหิม ความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจในศึกพุ่งพล่านราวน้ำพุแตกทะลัก!
และยิ่งต่อสู้ พลังปราณในศาสตราวุธเทพที่พวกเขาถืออยู่กลับยิ่งทวีความเกรี้ยวกราด
อาวุธเหล่านี้เดิมทีก็เป็นของที่บรรพชนตระกูลอวิ๋นสร้างขึ้นโดยเฉพาะ มอบให้จีสงอิงในคราบของ ‘โชควาสนา’ และจัดสรรให้กับเหล่าเทียนเหรินทั้งหลายอย่างเหมาะเจาะ พลังของอาวุธแต่ละชิ้นล้วนสอดคล้องกับเคล