างเย้ยหยัน ไม่ได้สนใจจูกว่างฉวนเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อจูกว่างฉวนและเฉินเฟิงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน งั้นเขาก็เลยทำให้เฉินเฟิงกลายมาเป็นหัวขโมยสะเลย
สรุปได้ว่า ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามแต่หากสามารถทำให้จูกว่างฉวนอับอายได้ เขาก็ยอมที่จะทำ
“เรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขึ้นมา เอาตัวสองหนุ่มนี้ไปส่งที่สถานีตำรวจ” หลินตงพูดเบาๆ ราวกับว่าทุกสิ่งอย่างอยู่ในการควบคุมไว้หมดแล้ว
“ทุกคนสำรวจดูบนตัวของตัวเอง ยังมีสิ่งของอื่นๆหายไปอีกหรือเปล่า ถึงอย่างไรคนที่ชอบขโมยไปที่ไหนก็ต้องขโมย ของที่คนนี้ขโมยไป คงไม่ใช่แค่นาฬิกาโรเล็กซ์เรือนเดียว” เสี่ยวหยันยิ้มพร้อมพูดเตือน
“จริงด้วย ทุกคนรีบสำรวจดู”
“สร้อยคอของฉันล่ะ?”
“กระเป๋าเงินของฉันด้วย!”
“พระหยกของฉันก็หายไปแล้ว!”
กลุ่มแก๊งเพื่อนชั่วๆของหลินตงต่างพากันเอ่ยปากพูดอย่างตื่นตระหนก
“เกินไปแล้ว”
นี้คือ เสียงที่เฉินเฟิงเอ่ยปากพูดออกมาอย่างเนิบๆ เขาแสดงท่าทางที่สงบนิ่ง มองไม่ออกว่าดีใจหรือกำลังโกรธ
“เกินไปเหรอ?” หลินตงยกมุกมปากขึ้น : “คุณหัวขโมย มึงกำลังคุยอยู่กับกูเหรอ?”
เฉินเฟิงกลับไม่ได้โต้ตอบอะไร ได้แต่ย้อนถามอย่างนิ่งๆ: “นายคงอยากรู้ใช่ไหมว่าจุดจบของการใส่ร้ายฉันคืออะไร?”
“จุดจบ?ฮาฮาฮาฮา” หลินตงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง หัวเราะจนน้ำตาไหลออกมาแล้ว เขาชี้ไปที่สันจมูกของเฉินเฟิง: “มึงก็แค่ไอ้หัวขโมย มึงกล้ามาพูดเรื่องจุดจบกับกู?”
“มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร?”