ข้าเก็บเรื่องนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว… แต่ เหตุใดข้าต้องเก็บไว้ด้วยเล่า?”
“ในเมื่อข้าไม่คิดจะเข้าไปเสี่ยงภัยในแดนลับอสูรวิญญาณนั้นอยู่แล้ว มอบให้แก่นิกายเพื่อรับแต้มคุณูปการอย่างมั่นคง แล้วดูผู้อื่นเข่นฆ่ากันจนตายดีกว่า!”
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็รู้สึกวางใจขึ้นมาก
เมื่อแน่ใจแล้วว่าเขาหัวกะโหลกในยามนี้มีเจินเหรินวางรากฐานแอบวางแผนอยู่ในเงามืด เขายิ่งยืนยันในใจว่าจะหลบอยู่แต่ในตลาด ไม่ย่างก้าวออกไปภายนอกเด็ดขาด
หลังจากนั้น ลวี่หยางก็เริ่มจัดการของใช้ของโอวหยางฮ่าวเจ๋อ
แต่พอลวี่หยางเพิ่งหยิบถุงเก็บของของโอวหยางฮ่าวเจ๋อขึ้นมา กระจกทรงกลมบานหนึ่งก็ลอยมากลางอากาศอย่างสั่นเทา ครั้นเข้าใกล้แล้วยังเข้ามาไถข้อมือเขาด้วยท่าทางแนบแน่นสนิทสนม
เป็นกระจกไท่เซียวนั่นเอง
สมบัติวิญญาณชิ้นนี้คล้ายกับสุนัขตัวน้อยผู้จงรักภักดี คอยวนรอบตัวลวี่หยางพร้อมกระโดดหยอกล้อไปมา ท่วงท่าเปี่ยมด้วยความหมายแห่งการภักดี
“เจ้าคิดจะละทิ้งแสงสว่าง หันมาสวามิภักดิ์ต่อความมืดแล้วหรือ?”
ลวี่หยางรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง กล่าวตามตรง สมบัติวิญญาณธาตุหยางบริสุทธิ์เช่นนี้กลับยอมสยบต่อผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายมารเช่นเขา ดูเหมือนว่าโอวหยางฮ่าวเจ๋อจะทำร้ายมันไว้ไม่น้อยจริงๆ
เมื่อเห็นสายตาของลวี่หยางจับจ้องตนในที่สุด กระจกไท่เซียวก็ฉายภาพไปยังถุงเก็บของในมือของเขาก่อน แล้วสั่นไปมาเบาๆ จากนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังกังวานขึ้นในหัวของลวี่หยาง น้ำเสียงนั