ทรงพลังเพียงใด ก็ยากจะเอาชนะค่ายกลที่ผู้มีพลังระดับเดียวกันจัดวางขึ้นมาได้
เซียนหญิงชิงเฉินที่พลังมิได้โดดเด่น ก็เพราะนางอยู่เพียงขั้นกลางรวมลมปราณเท่านั้น อีกทั้งตามสายตาของลวี่หยางในยามนี้ เวลาในการศึกษาค่ายกลของนางยังสั้นเกินไป ไม่มีทางเทียบได้กับเขาที่เพียรพยายามถึงยี่สิบปีเต็ม
“ถึงเวลาตั้งชื่อให้เจ้าแล้ว”
เมื่อใจเพียงขยับ ความคิดลวี่หยางก็เชื่อมถึงแก่นกระบี่ ทันใดนั้นบนกระบี่ก็ปรากฏเงาโลหิตน่าสะพรึง มีโฉมหน้าเหมือนเขาไม่ผิดเพี้ยน ทั้งสองหนึ่งจิตหนึ่งใจ ลวี่หยางจึงหัวเราะเบาๆ
“เจ้าถูกข้าสละชีพหลอมขึ้นมา อีกทั้งยังได้รับการเสริมจากวิชาเทพเวทแสงโลหิตแปรเทพอสูรนับแต่นี้ไป…เจ้าจงมีนามว่าเสวี่ยหยาง”
แก่นกระบี่พลันสั่นสะเทือน เปล่งเสียงกังวานใสดังก้อง ราวกับกำลังขานรับ
ลวี่หยางสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง เหลือบตามองหลิวซิ่นที่ยังคงกล่าวปราศรัยบนแท่นอย่างต่อเนื่อง ครั้นแล้วก็ถอนสายตากลับมาเรื่องธงหมื่นวิญญาณปราณแรกเริ่มบรรพกาล…ยังไม่ใช่เวลาที่ต้องเร่งรีบ
ถัดจากนั้น ลวี่หยางก็ลงมือทำตามที่เคยกระทำในชาติก่อนตามรอยเงาเดิมทีละขั้น
ขึ้นแท่น จัดสรร หอหรรษา
กำจัดอวี้ซู่เจิน
ไม่ยืมเงินจากเจ้าจ้าวซวี่เหออีก แต่เลือกจะนำกระบี่บินกระดูกขาวซึ่งเป็นสวัสดิการเบื้องต้นของศิษย์ใหม่มาขาย จากนั้นจึงเริ่มซื้อสะสมหุ่นกระบอกตายแทนอย่างเงียบเชียบ
ไม่นาน ราคาของหุ่นกระบอกตายแทนก็พลันพุ่งทะยาน
ลวี่หยางแอบหนุนกระ