ั้งใหญ่”
“โคตรลงทุนเลย! อันที่จริงใครที่เคยเขียนหนังสือจะรู้ดีว่าการแก้เนื้อหาชวนปวดหัวกว่าเขียนเล่มใหม่อีก
เพราะถ้าเขียนเล่มใหม่ก็เหมือนเริ่มวาดภาพใหม่บนกระดาษขาว ซึ่งทำได้โดยแทบไม่มีข้อจำกัด
แต่ถ้ากลับมาแก้เนื้อหาใหม่ก็ต้องใส่ใจบริบท โครงเรื่อง และปมต่างๆ ที่ทิ้งไว้ในแต่ละตอน เหมือนกับการแก้กองสายไฟที่พันกันยุ่งเหยิง โคตรทรมาน!”
“งั้นคนเขียนบ้าไปแล้วรึเปล่า… นิยายเรื่องนี้จำเป็นต้องแก้อะไรด้วยเหรอ”
“ฉันก็ไม่คิดว่าจำเป็นต้องแก้ นิยายเรื่องนี้ไม่ถือว่าแย่ แค่ไม่เข้ากับรูปแบบเว็บโนเวล
จากมุมมองของผู้เล่นเกมกลับใจคือฟากฝั่ง ฉันให้คะแนนเรื่องนี้แปดสิบคะแนน
ถึงจะแก้ใหม่ครั้งใหญ่ก็แค่ดึงคะแนนจากแปดสิบขึ้นไปเป็นแปดสิบห้าหรือเก้าสิบ แต่ถึงจะดึงคะแนนขึ้นไปเป็นเก้าสิบก็เปล่าประโยชน์ เพราะมีนักอ่านใหม่ไม่เยอะ สัญญาลิขสิทธิ์ที่เซ็นก็จ่ายตามจำนวนคำ ถึงจะกลับมารื้อแก้ใหม่ก็ไม่ได้สร้างรายได้เพิ่ม”
“ฉันว่าถ้าไอ้นักเขียนจอมอู้มีแรงฮึดขนาดนี้ก็น่าจะไปเริ่มเขียนเรื่องใหม่ ไม่เห็นต้องมายึดติดกับเรื่องนี้ที่ผลลัพธ์ตายตัวแล้วเลย”
หลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น แต่เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าใจหยูเฟยเลย
เพราะ ‘การรื้อแก้ครั้งใหญ่’ ไม่ใช่สิ่งที่พบบ่อยในวงการเว็บโนเวล การใส่ใจกับเนื้อหาและขัดเกลาให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุดให้ผลตอบแทนไม่ดีเท่าการขยันลงเยอะๆ
เขาควรผลิตเนื้อหาใหม่ออกมาเพิ่ม แทนที่จะลงแรงทำสิ่งที่ค