้เอฟเฟกต์พิเศษในหนังเรื่องนี้จะเจ๋งมากแต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีดีแค่เอฟเฟ็กต์พิเศษเท่านั้น
หนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีมากทั้งในแง่การเล่าเรื่องราวและการกระตุ้นอารมณ์ผู้ชม!
แม้ว่าโดยรวมแล้วฉากสงครามในหนังจะยกระดับขึ้นเรื่อยๆ แต่โทนอารมณ์ของแต่ละช่วงนั้นมีขึ้นมีลงอยู่ตลอดเวลาเหมือนเส้นหยัก มีทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด
แสดงให้เห็นถึงความผันผวนที่เพิ่มขึ้นเป็นสภาพที่ไม่สามารถคาดเดาได้โดยสมบูรณ์
หนังเรื่องอื่นมักจะแสดงเนื้อหานี้ผ่านความขัดแย้งระหว่างตัวละคร ตัวอย่างเช่น เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก สมาชิกแต่ละคนในทีมที่มีนิสัยต่างกันก็จะเสนอทางแก้ที่ต่างกัน
การโต้แย้งอันดุเดือดจะทำให้ผู้ชมตรงหน้าจอรู้สึกหงุดหงิด สุดท้ายพอทุกคนรวมใจเป็นหนึ่งแล้วก้าวผ่านความยากลำบากได้ ผู้ชมก็จะรู้สึกว่าอารมณ์ของตัวเองได้รับการปลดปล่อย
นี่เป็นเทคนิคที่ใช้ทั่วไปในงานวรรณกรรม ถึงจะล้าสมัยไปบ้างแต่ก็หยิบมาใช้ได้ง่ายและไม่มีความเสี่ยง
แต่ใน Mission & Choice ลู่จือเหยาสามารถแสดงโทนอารมณ์ได้โดยลำพังผ่านการแสดงของตัวเองกับเสียงอิเล็กทรอนิกส์ไร้อารมณ์ของปัญญาประดิษฐ์ AEEIS!
ความรู้สึกนี้ทำให้หลูเสี่ยวผิงนึกถึงหนังแสดงฉายเดี่ยวเมื่อสองปีที่แล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเอกที่โดนฝังทั้งเป็นในโลงศพกลางทะเลทราย
ตัวเอกออกสำรวจและใช้อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อความอยู่รอด สุดท้ายพอคิดว่าแสงแห่งความหวังมาถึงแล้วกลับพบเพียงความสิ้นหว