สิ้นหวังที่เขาต้องแบกรับมาจากความทรมานทางจิตใจและความทุกข์ที่ต้องแบกรับชะตากรรมของมนุษยชาติเพียงลำพัง
การแสดงทั้งสองบทเป็นการทดสอบทักษะการแสดงอย่างจริงจัง แต่บทของลู่จือเหยาดูเหมือนจะยากกว่า
เพราะความสิ้นหวังส่วนใหญ่ที่ฉินอี้ต้องแบกมาจากจิตวิญญาณ บรรยากาศ และสภาพแวดล้อมทั้งหมดไม่มีบทบาทต่อการเสริมสร้างอารมณ์ของเขามากนัก
เมื่อเป็นแบบนี้ถ้าต้องการกระตุ้นอารมณ์ผู้ชมก็ต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้กับการแสดงของลู่จือเหยา
โชคดีที่ลู่จือเหยาทำงานที่ได้รับออกมาได้ดีมาก เรียกได้ว่าทุ่มเททักษะการแสดงอย่างสุดฝีมือตั้งแต่เดบิวต์มา
ถึงขนาดที่ทำให้หลูเสี่ยวผิงรู้สึกว่าคนที่เห็นไม่ใช่ลู่จือเหยาแต่เป็นคนอื่นหรือก็คือ…กัปตันฉินอี้เอง!
ตั้งแต่จบการถ่ายทำเรื่องวันพรุ่งนี้ที่สดใส ทักษะการแสดงของเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ในอดีตหลายคนวิจารณ์ลู่จือเหยาว่าเป็น ‘พิษร้ายของวงการหนัง’ และ ‘เล่นใหญ่เกินบทบาท’
แต่จากวันพรุ่งนี้ที่สดใสมาจนถึง Mission & Choice ทักษะการแสดงของลู่จือเหยาก็ดูเหมือนจะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากที่เล่นใหญ่เกินก็ลดลง สีหน้าเว่อร์หายไปหมด แทนที่ด้วยจิตวิทยาที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น และการแสดงที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันในระดับจุลภาค
ดูเหมือนว่าเขาจะผสานเข้ากับตัวละครโดยสมบูรณ์!