ตุการณ์วันนั้นจับพิรุธได้ ดังนั้นอย่างน้อย…ก็ต้องให้ถึงขอบเขตเดียวกับเขา”ลวี่หยางครุ่นคิดอยู่ในใจ “อย่างน้อยก็ต้องถึงขั้นกลางของการรวมลมปราณ แล้วควบคู่กับเคล็ดวิชาบำเพ็ญเก็บลมปราณสักหนึ่งบท จึงจะมีหวังปกปิดจากสายตาเขาได้”
ที่กล้าคิดเช่นนี้…เพราะลวี่หยางย่อมมีหลักยึด
เนื่องด้วยขอบเขตรวมลมปราณมีทั้งหมดสิบชั้น แบ่งเป็นขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย และสมบูรณ์ในขอบเขตย่อยเหล่านี้แทบไม่มีด่านคอขวด เพียงแต่สะสมให้มากพอ…ก็สามารถฝ่าได้
สิ่งแท้จริงที่ผูกมัดเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในขอบเขตรวมลมปราณ คือด่านคอขวดที่กั้นระหว่างแต่ละขอบเขตย่อย
จากขั้นต้นสู่ขั้นกลาง จากขั้นกลางสู่ขั้นปลาย จากขั้นปลายสู่สมบูรณ์ ความยากแทบจะทับถมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วน…ติดค้างอยู่ตรงนั้นโดยมิอาจก้าวไปได้
“ตามที่ข้าคำนวณไว้…สิบเม็ดโอสถปราณบริสุทธิ์รวมกับสายพลังในถ้ำบำเพ็ญ เพียงพอให้ข้าทะลวงถึงขั้นสามของการรวมลมปราณได้ ความจริงแล้วนี่ก็คือระดับพลังของศิษย์ส่วนใหญ่ในนิกาย อาศัยเพียงเวลายืดยาวและอายุพรรษาทับถม สุดท้ายก็ติดขัดอยู่ที่ด่านคอขวดขั้นต้นของการรวมลมปราณ กลายเป็นวัวม้าให้นิกายศักดิ์สิทธิ์ใช้สอย…”
หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ลวี่หยางก็คงเป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
ทว่าชาตินี้…ในมือเขากลับยังมีตัวแปรหนึ่ง
ลวี่หยางเพียงคิดขึ้นมาปราณขาวก็พลันลอยปรากฏขึ้นในมือ เวียนแปรตามใจ ใช้ดั่งแขนขา บ้างกลายเป็นรูปกระบี่ บ้าง