นใจก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างหุนหันพลันแล่น เห็นได้ชัดว่าการตัดสินใจแต่ละครั้งผ่านการคิดมาอย่างละเอียดรอบคอบ“แต่ข้อเสียของโมเดลธุรกิจแบบนี้คือเห็นผลลัพธ์ช้า“บริษัทต้องพึ่งทุนตัวเองและขยายกิจการต่อได้เมื่อมีเงินเหลือเท่านั้น ซึ่งช้ากว่าโมเดลแบบดั้งเดิมทั่วไป บริษัทสตาร์ตอัปหลายแห่งมักระดมทุนหลายครั้งในหนึ่งหรือสองปี เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้ได้ 60 – 70% หรืออาจจะมากกว่านั้นกลับกัน ธุรกิจหน้าร้านของเถิงต๋านั้นแม้จะค่อนข้างใหญ่โต แต่พวกเขาก็ไม่ยอมขยายออกมานอกมณฑลฮั่นตง“ความเร็วในการขยายกิจการในอุตสาหกรรมบางประเภทเทียบกับโมเดลดั้งเดิมไม่ได้เลย“แต่ข้อดีของโมเดลธุรกิจแบบนี้คืออะไร ก็คือมีรากฐานที่มั่นคง!“จะเห็นได้ว่าแต่ละกิจการเชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งเกิดเป็นวงจรปิดทางธุรกิจที่มั่นคง“ทุกครั้งที่เปิดกิจการใหม่ ลูกค้าจากกิจการอื่นๆ จะหันไปสนใจกิจการนั้นทันที ซึ่งช่วยแก้ปัญหาที่บริษัทสตาร์ตอัปส่วนใหญ่เจอได้ พอลูกค้าคุ้นชินกับกิจการใหม่ พวกเขาก็จะกลายเป็นลูกค้าประจำ ถึงคู่แข่งจะเปิดสงครามหั่นราคาก็ไม่มีทางแย่งลูกค้าไปได้!“แน่นอนว่า สองโมเดลธุรกิจนี้ไม่มีโมเดลไหนดีกว่ากัน ทั้งสองโมเดลนำไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ก็ชัดเจนว่าโมเดลของเถิงต๋านั้นมั่นคงและน่าเชื่อถือกว่า พอตั้งหลักขึ้นมาได้ก็ไม่มีวันสั่นคลอน“ผมจึงคิดว่าเถิงต๋ามีความทะเยอทะยานที่ต่างออกไป“ทุกวันนี้ หลายบร