“ผมบอกพวกเขาว่า ผมพยายามเรียนสิ่งใหม่ๆ ทุกวัน ไม่เคยเกียจคร้าน และ ไม่กล้าใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
“ผมบอกพวกเขาด้วยว่า ผมไม่เคยสวมเสื้อผ้าราคาแพง ไม่เคยซื้อรถหรู และ ไม่เคยจัดงานเลี้ยงไร้สาระ แม้จะต้องสนับสนุนแบรนด์หรูของพ่อ ทุกวินาทีของ ผมต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“แน่นอนว่ามุมมองของผมนั้นโดนเย้ยหยันบนโลกออนไลน์ หลายคนคิดว่าผม ไม่มีสิทธิ์พูดเรื่อง ‘การดิ้นรน’ เพราะผมเกิดในครอบครัวมั่งคั่ง พวกเขาคิดว่าผม ไม่เข้าใจว่า ‘การดิ้นรน’ สำหรับคนจนนั้นเป็นยังไง
“แต่หลายคนก็ขอบคุณผม ความมีวินัยที่ผมฝึกมาหลายสิบปีทำให้พวกเขา รู้สึกประทับใจ พวกเขาบอกว่าผมเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าเพราะพ่อของ ผมดิ้นรนทำงานหนัก พวกเขาเองก็หวังว่าตัวเองจะดิ้นรนทำงานเพื่อมอบอะไรให้ ลูกของตัวเองได้บ้าง
“ผมดีใจมาก ความคิดนั้นแสดงให้เห็นว่าทุกอย่างที่ผมทำไปมีความหมาย”
ฉากสุดท้ายเป็นฉากตัวเอกยืนเซ็นหนังสือในร้านหนังสือแห่งหนึ่งแถวย่าน สลัม
ผู้คนต่อแถวเพื่อพบเขา ถึงคิวตัวเองก็ยื่นหนังสือให้ พอได้ลายเซ็นมาก็พยัก หน้าขอบคุณรัวๆ
มีหลายคนที่อยากได้ลายเซ็นตัวเอก เหออันต้องเลื่อนเมาส์ไปมาทุกครั้งที่เซ็น หนังสือ เขาต้องเลื่อนเมาส์รัวๆ ซ้ำไปซ้ำมา รอยยิ้มและคำขอบคุณของแต่ละคน นั้นแตกต่างกันออกไป ทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเอกทำอยู่นั้นมีความหมาย
ชายสวมเสื้อคลุมหลวมโพรกซึ่งดูเหมือนคนไร้บ้านเดินเข้ามาหามือเปล่า