“เกมนักออกแบบเกมเป็นการสื่อสารความโดดเดี่ยวของบอสเผย แล้วเกมดิ้น รนจะต่างออกไปเหรอ เกมแรกนั้นทำขึ้นด้วยตัวตนของบอสในฐานะผู้สื่อสาร ส่วนอีกเกมทำขึ้นด้วยตัวตนของบอสในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง”
หูเสี่ยนปินถอนหายใจ “แต่ตีมที่เกมดิ้นรนพยายามสื่อสารทิ่มแทงและเจ็บ แสบกว่า ตอนผมเล่นเกมนักออกแบบเกม อย่างมากสุดก็แค่รู้สึกเคืองหน่อยๆ กับ รู้สึกว่าเสียงพากย์น่ารำคาญมาก แต่ตอนเล่นเกมดิ้นรน ผมรู้สึกใจสลาย เป็น ความรู้สึกเหมือนความสิ้นหวังและความเจ็บปวดของชีวิตจริงนั้นมาผสมรวมกัน แล้วปาอัดหน้าผม
“เกมเมอร์จะยอมรับได้จริงๆ เหรอครับ
“แถมแก่นของเกมก็ยากที่จะเข้าใจ และซับซ้อนกว่าเกมนักออกแบบเกม
“ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างที่คุณจางจู่ถิงบอก เนื้อหานี้เหมาะเอาไปทำเป็นหนัง มากกว่า ถ้าเปลี่ยนเอาไปทำเป็นหนังก็น่าจะมีตลาดให้ขายได้ พอมาทำเป็นเกม โอกาสเสี่ยงก็สูงกว่า”
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง หลี่หย่าต๋าก็พูดขึ้นบ้าง “พี่ว่าบอสเผยน่าจะมีเหตุผล ที่สื่อสารเรื่องนี้ออกมาในรูปแบบเกม แทนที่จะเป็นหนัง
“บางทีบอสเผยอาจจะไม่อยากทำเป็นหนังเพราะวันพรุ่งนี้ที่สดใสประสบ ความสำเร็จถล่มทลาย หรืออาจจะอยากใช้เกมเป็นสื่อกลางหลังผ่านการพิจารณา จากแง่มุมอื่นๆ
“คงเป็นเพราะการใช้เกมเป็นสื่อช่วยให้บอสสื่อสารแนวคิดในแบบที่สื่อสาร ผ่านหนังไม่ได้!
“ไม่แน่จุดนี้อาจเป็นสิ่งที่บอสเผยต้องการจะทำให้สำเร็จ”