นชิ่งผู้เป็นเจ้าของโรงงานถ่านหิน ว่าง่ายๆ คือเป็นทายาทลำดับสองของตระกูลร่ำรวย เขาชอบทำตัวโดดเด่นสะดุดตาเหมือนพ่อ ไม่เคยเขินอายที่จะบอกให้โลกรู้ว่าตัวเองบ้านรวย
เซวียเจ๋อปินรวยมาก จึงไม่แปลกที่เขาจะเคยไปภัตตาคารส่วนตัวมาหลายที่ และรู้ว่าภัตตาคารส่วนตัวระดับสูงหลายแห่งมักมีกฎแปลกๆ
แต่น้อยครั้งมากที่จะเจอร้านที่มีกฎเยอะแยะเหมือนร้านนี้
ที่ทำให้เขาไม่พอใจคือท่าทีของพนักงานที่มักจะตอบอะไรไม่ได้ประโยชน์ด้วยน้ำเสียงสุภาพ ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรกับการนิ่งเงียบอยู่เฉยๆ
ถ้าภัตตาคารไม่ได้ตกแต่งอย่างหรูหราและจางจู่ถิงเป็นคนแนะนำเต็มที่ เขาคงจะตบโต๊ะลุกออกจากร้านไปนานแล้ว
จริงๆ แล้วที่เซวียเจ๋อปินมาที่ร้านก็เพราะเซวียหยวนชิ่ง พ่อของเขาเป็นแฟนคลับของจางจู่ถิง เขาเคยเลี้ยงข้าวจางจู่ถิงอยู่หลายครั้ง ก็เลยได้ติดตามเว่ยป๋อของจางจู่ถิงและได้รู้เรื่องภัตตาคารแห่งนี้เข้า
ไม่อย่างนั้นคงไม่มีวันหาร้านนี้เจอหรอก
“รออีกหน่อยแล้วกัน ถ้าอาหารไม่อร่อย ฉันจะด่าร้านนี้ลงเว่ยป๋อ”
เซวียเจ๋อปินยึดมั่นในหลักการไม่ใส่ร้ายคนดี เลยตัดสินใจรอชิมอาหารดูก่อน
ถ้าอาหารสองจานที่สั่งไปรสชาติพอใช้ได้ เขาจะจองร้านวันพรุ่งนี้ไม่ก็วันมะรืนเพื่อลองชิมบรรดาอาหารหรูดู
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา อาหารที่เซวียเจ๋อปินสั่งไปก็มาเสิร์ฟ เขาสั่งกุ้งผัดชาหลงจิ่ง พีระมิดหมูสามชั้นตุ๋น และซุปเต้าหู้ดอกเก๊กฮวย
ปริมาณอาหารในจานน้อยมาก แต่ราคากลับแพงหู