งนี้คงแก้ได้ยากแล้ว”
ฉู่เยี่ยนมุ่นคิ้ว แววตาคมปลาบจ้องเสด็จพ่อ เป็นเช่นที่อาจารย์คิดไว้ เสด็จพ่อคิดจะบิดพลิ้วจริงๆ
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนัก เขาหายตัวไปสามปี เสด็จพ่อไม่อาจไม่รู้สาเหตุที่เขาหายตัวไปแม้สักนิด ทว่าฉู่เฟิงไม่เพียงลอยนวลอยู่อย่างสงบ แม้กระทั่งรับช่วงต่ออำนาจทางทหารที่เดิมทีเป็นของเขา เมื่อดูให้ดีๆ แล้วก็น่าเจ็บใจนัก
ฮ่องเต้อ้าปากหมายจะพูดอะไรบางอย่าง เพราะพระองค์คล้ายกับเห็นความผิดหวังและการถากถางอยู่ในแววตาของฉู่เยี่ยน แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มพูดจากตรงไหน พระองค์ยอมรับว่าโปรดปราณฉู่เยี่ยนมากที่สุดในบรรดาโอรสทั้งหมด แต่นั่นไม่ได้หมายความพระองค์ไม่ให้ความสำคัญกับโอรสองค์อื่น เพราะทุกคนล้วนเป็นโอรสของพระองค์ ล้วนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพระองค์ หากจะเลือกใครสักคนเป็นไท่จื่อ พระองค์ย่อมต้องเลือกฉู่เยี่ยน ทว่าพระองค์ก็จะยังดูแลโอรสองค์อื่นอย่างดีต่อไป
ฉู่เยี่ยนไม่ได้พูดอะไรมากอีก เขาประสานมือถวายความเคารพแก่ฮ่องเต้ “กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้มองเงาหลังของฉู่เยี่ยนก้าวอาดๆ จากไป พระองค์แทบจะขยำคำให้การในมือจนแหลกสลาย แม้จะอยากเรียกเขา แต่เกรงว่าเรียกเขาจะไม่มีหน้าสู้แววตาผิดห