งจะคิดไปไกลกว่าเขาแล้ว ทั้งยังไม่ได้ตกลงกับเขาด้วยซ้ำไป
“ถูกต้องๆ อาจื่อพูดถูก เจ้าควรจะไปเรียนหนังสือ ไม่ต้องสนใจงานในที่นาหรอก” อาอู่รีบพูด
โจวเสี่ยวเฟิงเข้าโรงเรียนตั้งแต่อายุห้าปี เคยเรียนหนังสือมาแล้วห้าปี ถ้าหากไม่เกิดเรื่องเมื่อสามปีก่อนขึ้น ตอนนี้เขาน่าจะได้ร่วมการสอบระดับท้องถิ่นแล้ว
แน่นอนว่าการเรียนหนังสือเป็นเรื่องดี เพราะเขาจะมีโอกาสสอบผ่าน มีโอกาสก้าวเข้าไปในท้องพระโรง เช่นนั้นแล้วเขาถึงจะมีโอกาสล้างมลทินให้บิดาได้
“เอาล่ะ ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้พวกเราก็ไปดูที่สำนักศึกษาซื่อเหอสักหน่อย หากเจ้าพอใจ พวกเราก็จะเรียนหนังสือกันที่นั่น ได้ยินมาว่าอาจารย์สวี่เป็นจู่เหริน มีความสามารถยิ่งนัก หากเจ้าตั้งใจเรียนก็จะต้องมีอนาคตที่ดีแน่” ไป๋จื่อกล่าว
โจวเสี่ยวเฟิงไม่ปฏิเสธอีก “ตกลง ข้าจะฟังเจ้า”
หลังจากกินข้าวเสร็จ เรื่องราวก็ตกลงกันตามนั้น จ้าวซู่เอ๋อและจ้าวหลานเก็บถ้วย ชาม ตะเกียบไปจากโต๊ะจนเกลี้ยง ทุกคนคุยเล่นกันอีกสักพักหนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกันไป
เช้าวันต่อมา อาอู่เตรียมรถตั้งแต่เช้าตรู่ พร้อมทั้งนำขนมจำนวนหนึ่งที่ไป๋จื่อเตรียมไว้ไปที่บ้านของหมอลู่ด้วย เมื่อรับลู่ผิงอันที่เพิ่งกินข้าวเช้าเสร็จขึ้นรถม้า เขาถึงจะหันรถกลับไปรับไป๋จื่อและเสี่ยวเฟิง
ลู่ผิงอันเพิ่งเคยนั่งรถม้าดีๆ เช่นนี้เป็นครั้งแรก จึงรู้สึกแปลกใหม่มาก ทว่าถึงอย่างไรเขาก็โตกว่าไป๋จื่อและเสี่ยวเฟิงเล็กน้อย แม้ในใจจะตื่นเ