ีเท้าออกจากโรงน้ำชาไป
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน หูเฟิงไม่พูดจาเลยสักแอะ เอาแต่หลับตาพักผ่อน ดูท่าทางเงียบสงบเช่นเดิม ทว่ามือสองข้างที่วางอยู่บนหัวเข่ากลับกำเป็นหมัดอยู่ตลอดเวลา จนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาวซีดไปหมดแล้ว
เขาไม่พูด นางเองก็ไม่ถาม
หากเขาอยากพูด ย่อมพูดออกมาเอง หากไม่อยากพูด ถามไปก็มีแต่จะเพิ่มความลำบากใจให้เขา
เมื่อกลับถึงบ้าน หูเฟิงก็ก้มหน้าก้มตากลับไปที่ห้องของตนเอง
หูจ่างหลินเห็นท่าทางเขาเป็นเช่นนั้น จึงถามด้วยความสงสัย “เขาเป็นอะไรไป ดูท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยดีเลย”
ไป๋จื่อส่ายหน้า “อาจจะเป็นเพราะเหนื่อยเจ้าค่ะ บาดแผลบนศีรษะของเขาก็ยังไม่หายดีด้วย”
ลุงหูไม่สงสัยอีก เขาเปลี่ยนเป็นยิ้ม ก่อนจะถามว่า “ขายหนังสัตว์เป็นอย่างไรบ้าง”
เด็กสาวรีบนำตั๋วเงินและก้อนเงินออกมาพร้อมกัน “ขายได้ทั้งหมดสามร้อยหกสิบตำลึงเจ้าค่ะ ข้าคิดไว้อย่างนี้ พวกเราสามครอบครัว ครอบครัวละร้อยตำลึง หลี่เฉิงและอู๋เจียงก็ช่วยออกแรงด้วย แบ่งให้พวกเขาครอบครัวละยี่สิบตำลึง ส่วนที่เหลืออีกยี่สิบตำลึง พวกเราเก็บไว้ใช้ส่วนกลาง ค่าอาหารการกินทั่วๆ ไปก็ใช้เงินส่วนนี้”
หูจ่างหลินย่อมไม่มีความเห็น เพียงพยักหน้าด้วยความเบิกบานใจ
อาอู่กลับตกใจ เอาแต่โบกมือไม่ยอมหยุด “ไม่ได้หรอก ข้าไม่ได้ออกแรงอะไรเลย แบ่งให้ข้าเพียงยี่สิบตำลึงเหมือนกับพวกหลี่เฉิงก็พอแล้ว จะแบ่งให้ข้ามากเช่นนั้นได้อย่างไร”
ไป๋จื่อยัดตั๋วเงินใบนั้นใส่ในมือของเขา ย