นที่สุด
ขณะที่ทุกคนเพิ่งนั่งลงหน้าโต๊ะ ยังไม่ทันจะได้เริ่มกินข้าวแม้สักคำ ก็มีเสียงของหลี่ซื่อ สะใภ้ใหญ่ของพวกเขาดังออกมาจากข้างนอก
“กลิ่นหอมเชียว วันนี้คงจะได้กินเนื้อผัดไฟแดงกระมัง!” หลี่ซื่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม ทว่าฟังดูแล้วเหมือนนางกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่มากกว่า
หวังซูเกินที่อยู่ข้างกายหลี่ซื่อดันแขนของภรรยา “เบาเสียงหน่อย เดี๋ยวท่านพ่อท่านแม่ก็ได้ยินหรอก”
หลี่ซื่อกลอกตาขาวครั้งหนึ่ง “ได้ยินแล้วอย่างไร ข้าอยากให้พวกเขาได้ยินอยู่แล้ว”
เขากลัวว่าภรรยาจะมีชื่อเสียในหมู่บ้าน หลี่ซื่อชี้นก เขาจึงย่อมไม่กล้าตอบว่าเป็นไม้ ไม่เช่นนั้นหลายปีมานี้คงไม่ต้องแยกบ้านอยู่กับบิดามารดา แม้แต่ข้าวสักถุงเดียวก็ไม่กล้าส่งมาให้พวกท่าน
คิ้วของท่านฮูหยินอันขมวดเข้าหากันในทันที ก่อนจะวางตะเกียบที่ถืออยู่ในมือลงอย่างแรง นางไม่ต้อนรับสะใภ้ใหญ่ผู้นี้มากเพียงใด ดูจากสีหน้าและแววตาของนางก็รู้แล้ว
หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวกับอาอู่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร “ลูกชายคนโตกับลูกสะใภ้ของข้ามา ไม่มีอะไรหรอก พวกเจ้ากินข้าวก่อนเถอะ ข้าจะไปดูสักหน่อย”
เมื่อได้ยินวาจาเสียดสีเช่นนี้ ผู้ใดจะยังกินข้าวลงกันเล่า อาอู่กลัวว่าหัวหน้าหมู่บ้านเจอสถานการณ์ยากลำบาก เขาจึงตามออกไปด้วย
หลี่ซื่อเห็นหัวหน้าหมู่บ้านออกมา ด้านหลังยังตามมาด้วยชายหนุ่มอายุสามสิบต้นๆ บนใบหน้าดุดันของนางพลันปรากฏสีหน้าดูแคลนออกมาทันที ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากพูด