กียจสภาพแวดล้อมในห้องครัวอย่างยิ่ง
แม่ครัวที่อยู่ข้างๆ เดินเข้ามา ยื่นมือไปรับปลาผัดเผ็ดจากในมือของไป๋จื่อ พลางยิ้มว่า “แม่นางตงเอ๋อร์เป็นสาวใช้ข้างกายของคุณหนูใหญ่ สถานที่เช่นห้องครัวนี้ ปกติแล้วไม่ยอมย่างกรายเข้ามา วันนี้ห้องครัวของพวกเรานับว่าได้รับความเปล่งประกายของแม่นางไป๋ ถึงทำให้แม่นางตงเอ๋อร์เข้ามาอยู่ที่แห่งนี้ได้ตั้งนาน”
วาจาของแม่ครัวช่างน่าสนใจนัก เพียงแค่สองสามประโยคก็ทำให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ไป๋จื่อพอจะรู้เรื่องบ้างแล้วเหมือนกัน จึงไม่ได้กล่าวอะไรให้มากความ เพียงแค่ยิ้มจางๆ ถามว่า “แม่นางตงเอ๋อร์ทำเป็นแล้วกระมัง”
ตงเอ๋อร์โบกมือ “ก็ไม่มีอะไรยาก แค่ใส่พริกให้มากหน่อยเท่านั้น”
ที่นางพูดก็ถูกต้อง ทำอาหารรสเผ็ดก็ต้องใส่พริกมากหน่อย แต่จะใส่พริกก็ต้องมีหลักการ ไม่ใช่ว่าใส่พริกลงไปตามใจชอบแล้วจะทำให้รสชาติดีขึ้น
แน่นอนว่าศาสตร์การทำอาหารไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้คำกล่าวเพียงสองสามประโยคก็เข้าใจได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่เชี่ยวชาญในการทำอาหาร
ไป๋จื่อก็ไม่ใช่คนโง่ ย่อมไม่มีทางเปลืองน้ำลายเพราะเรื่องที่ไม่มีความหมายพรรค์นี้ “ในเมื่อแม่นางตงเอ๋อร์ทำเป็นแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” แม่ครัวส่งอาหารไปให้ทางใต้เท้าเมิ่งก่อนแล้ว ส่วนไป๋จื่อไปล้างหน้า แล้วค่อยจัดผมเผ้า จากนั้นนางก็ดมกลิ่นควันที่ติดกาย ก่อนจะถอนใจว่าเครื่องดูดควันช่างเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ
ในยุคปัจจุบัน