เมื่อธุลีทั้งหลายร่วงหล่น แสงอันเจิดจ้าก็ถูกความมืดมิดอันสมบูรณ์เข้ามาแทนที่ เงาร่างของเจียงฉางเซิงปรากฏตัวตรงใจกลางของห้วงมิติ เขาเหลือพลังอาคมเสี้ยวหนึ่งไว้ให้พอคงร่างแยกร่างนี้ได้ เพราะเขาต้องแน่ใจจริงๆ ว่าศัตรูตายแล้วเขาไม่เคยใช้พลังฟ้าดินสิ้นสลายอย่างจริงจังเช่นนี้มาก่อน พลังทำลายล้างของมันน่าหวาดกลัวไม่มีสิ่งใดเทียบเทียม เผ่าอวี่ทั้งเผ่ามลายหายสูญ แม้แต่มิติที่แยกตัวเป็นเอกเทศแห่งนี้ก็มลายหายไปด้วยเทวะแห่งเผ่าอวี่ผู้นั้นดับสูญทั้งกายและดวงจิต สรรพชีวิตของเผ่าอวี่ผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวจำนวนนับไม่ถ้วนก็ดับสูญไปในพริบตา ไร้ความเจ็บปวด ไม่มีเวลาแม้กระทั่งนึกฉงน ราวกับภาพยนตร์ในชาติก่อนที่จู่ๆ ก็หน้าจอมืดดับไปเจียงฉางเซิงมองห้วงมิติอันวังเวงแล้วซึมซับความรู้สึกนั้น ในใจเกิดความรู้สึกต่างออกไปจากเดิม มิใช่ความรู้สึกผิดจากการทำลายสรรพชีวิตของดินแดนแห่งหนึ่ง แต่เป็นความเข้าใจต่อความเป็นความตายและโชคชะตา“เป็นเช่นนี้เองสินะ”เจียงฉางเซิงพึมพำกับตนเองเบาๆ แล้วหายตัวไปจากที่เดิม เขาสลายพลังอาคมแล้วปล่อยให้ร่างกายหายไปดุจหมอกควัน…ภายในตำหนักเมฆาม่วง[ปีเซวียนเต้าที่สองพันสามร้อยหกสิบสอง ร่างแยกของเจ