ม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้จะดีกว่า” พอพูดถึงเรื่องนี้จิ่งเป่ยเฉินก็โกรธขึ้นมา การที่เขาตัดสินใจส่งคนไปสะกดรอยตามแอบดูหยางหยางแต่กลับไม่เห็น ทว่าขับตามไปดูด้วยตัวเองกลับถูกจับได้แบบนั้น
“นายไม่ได้วางแผนจะแต่งงานอยู่แล้วเหรอ?” จิ่งเป่ยเฉินเพิกเฉยต่อเสียงของเขา หยิบขวดไวน์ขึ้นมาเพื่อรินไวน์ให้ตัวเอง
“เป็นแบบนั้นแหละ แต่อย่างว่านะ ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ชอบคู่ของฉันสักเท่าไร นายบอกว่าฉันต้องการเงิน ต้องการคนที่หน้าตาดี แต่ทำไมถึงไม่หาคนที่ตัวเองรักสักที การแต่งงานที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ ในอนาคตฉันไม่อยากเห็นคนอื่นพูดว่าต้องพึ่งพาผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อร่วมธุรกิจ มันน่าขายหน้าชะมัด!” หมินลี่พูดด้วยน้ำเสียงโวยวาย ใบหน้าของเขามองไปยังจิ่งเป่ยเฉินหวังว่าเขาจะให้คำแนะนำได้
”งั้นก็ไปหาคนที่นายรักเถอะ“ ยังไงซะเขาเองก็ไม่อาจยอมรับการแต่งงานแบบนี้ได้
“ต้องแบบนี้สิ! ฉันรอนายพูดประโยคนี้ตั้งนาน ฉันจะกลับไปบอกที่บ้านว่าฉันต้องการเรียนกับพี่เฉิน!” หมินลี่อารมณ์ดีขึ้นมาทันที พร้อมกับรินไวน์ให้เขา
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะวางแก้วไวน์ก็ได้ยินเสียงที่นุ่มนวลของจิ่งเป่ยเฉินเอ่ยขึ้นว่า “ฉันมีคนที่ฉันชอบ แล้วนายมีไหม?”
ทำไมถึงได้พูดคำพูดเจ็บแสบแบบนี้ หมายความว่ายังไง!
แต่คำพูดที่สร้างบาดแผลให้เขานี้กลับทำให้เขามองจิ่งเป่ยเฉินอย่างสงสัย “ใครเหรอ?”
“ใครกัน?” ประตูห้องรับรองถูกเปิดออก ถังซั่วและฉีเซิงเทียนทั้งสองคนกำลังเดินเข้